ข่าวประชาสัมพันธ์

@สวัสดีมิตรรักแฟนกาแฟคนข่าวต้องขออภัยที่เงียบหายไป...แต่นับจากนี้จะเคลื่อนไหวมากขึ้นครับ..@@แนะนำ"มือชงคนใหม่"น้องมาม่า"มาประจำการ"สภากาแฟคนข่าว"แทน"น้องนุ่น"..ทุนท่านสามารถติชมการบริการทั้งการชงรสชาด การบริการของพนักงานของเราได้ ผ่านทางอีเมล์Khunlungcoffee@gmail.com หรือในหน้าเพสเฟสบุ๊ค Khunlung Coffee เพื่อเราจะนำไปปรับปรุงต่อไปครับ..

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

คนข่าวINNและอดีตคนข่าวINNมาเยือนสภากาแฟคนข่าว...

 
สภากาแฟคนข่าว ต้อนรับขับสู้นักข่าวการเมืองINN
"ต้อม"ศิษย์เก่าINNมาเยือนสภากาแฟคนข่าว

เมนูกาแฟ สภาฯสนใจลองมาชิมได้เลยครับทั่น


บรรยากาศภายในร้าน
 ในวันนี้(28ก.ย.53)สภากาแฟคนข่าวมีโอกาสต้อนรับคณะของ"พี่แป้"และน้องๆ อาทิ เปิ้ล,เอ,กิ๊ฟ ฯลฯ โดยก่อนหน้า มี"ต้อม"อดีต บก.SMS INN มาเยือน..


น้องๆคนข่าวมาเจอกันให้หายคิดถึง

ถัดมาอีกคณะ"พี่แป้"พาน้องๆอดีตคนข่าวINNมาเยือน


วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

สภากาแฟคนข่าวKhunlungcoffeeขอโฆษณาหน่อย

แถลงการณ์สภากาแฟคนข่าว ฉบับที่ 1

                หลังเปิดทำการมาได้ ๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ ก.ย.๕๓ วันนี้สภากาแฟคนข่าว หรือ KhunLungCoffee ขอโฆษณาซะหน่อย หลังจากที่ เกิดความเข้าใจผิดจากราษฎรบริเวณรอบปริมณฑลรัศมี ๑ กม.ของINN ว่า สภากาแฟฯแห่งนี้ มีไว้สำหรับ"คนข่าวINN" ซึ่งความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะ สภากาแฟคนข่าวฯแห่งนี้ พร้อมต้อนรับ และให้บริการกับประชาชนโดยทั่วไปทุกชนชั้น ไม่เพาะแต่"คนข่าว"..จึงแจ้งมาเพื่อทราบ...โดยสาธารณะ..และถือโอกาสโฆษณาไปด้วยในตัว ใครเห็นใบปลิวนี้ ก็ช่วยกันกระจายกันต่ไปด้วยครับ...

ด้วยจิตคารวะ
สภากาแฟคนข่าว


ใบปลิวสภากาแฟคนข่าวKHUNLUNGCOFFEE

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดให้ชิมฟรีอีกรอบ..กาแฟ..คนข่าว

โลโก้..สภากาแฟคนข่าวภาพด้านในเป็นคนข่าวนั่งพิมพ์ดีด
วันอังคาร(21ก.ย.53)"คณะผู้ก่อการ"สภากาแฟคนข่าว เรียกช่างมาติดตั้งเครื่องชงที่ร้าน..พร้อมซื้ออุปกรณ์ชงและบรรดานม..ออฟชั่นองค์ประกอบกาแฟทั้งหลาย..

จากนั้นในช่วงบ่าย"คณะก่อการฯ"ทดลองชิมกาแฟ"คาปูฯ","มอคค่า","ลาเต้"ฝีมือ"น้องนิ่ม"..มือชงประจำคณะของเรา..เพื่อให้คล่องขึ้นในการชง..จากนั้น"คณะก่อการ"ได้โทรเรียกน้องๆในกองข่าวมาชิม..หลายคนบอกก็โอเค..

ก่อนหน้านี้มีคนหลงเข้ามาในร้านเป็นผู้หญิง(ขาจร)มาถามจะซื้อกาแฟ..ในช่วงที่ร้านยังไม่ทันติดตั้ง..แสดงว่าอย่างน้อยร้านนี้ก็สะดุดตาขาจรบ้างไม่มากก็น้อย...

สำหรับ"คณะผู้ก่อการ"หลังการหารือเห็นว่าก่อนถึงวันที่ ๒๓ ก.ย.ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๒๒ ก.ย.จะมีการเปิดให้น้องๆในออฟฟิศINNทุกฝ่ายมาชิมกาแฟฟรี..ก่อนจะ เริ่มเอาจริง..ในวันถัดไป...

ดังนั้นในวันนี้ ขอให้ชมภาพกันไปก่อน...


โลโก้ร้านในป้ายไฟตะหง่าน..
บรรยากาศน่านั่ง

น้องนิ่ม มืองชงประจำคณะฯกำลังชงกาแฟตามสั่ง
บรรยากาศด้านหน้า
บรรยากาศภายในวันนี้คึกคักทั้งช่างและคนกิน
สภากาแฟคนข่าวชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเพื่อ"คนข่าว"ทุกคน
บรยากาศแดดร่มลมตก
ดอกโมกเริ่มออก..บรรยากาศระเบียงหอมต้นโมก
สภากาแฟคนข่าว..เพื่อ"คนข่าว"ทุกคน

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

20ก.ย.วันพระราชสมภพร.5-นสพ.ไทยยุคเก่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ [1] และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า [2]

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว

นสพ.ฝรั่งเศสตีพิมพ์ภาพร.5กับพระเจ้าซาร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา [5]

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ

หนังสือพิมพ์ลา เปอตี เรอวู (La Petite Revue) ขึ้นปกรัชกาลที่ 5 และพระราชโอรส เมื่อคราวเสด็จถึงกรุงปารีส พ.ศ. 2440
การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง
เนื้อหา คือ ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม

หนังสือพิมพ์ลิลลุสตราซิอง (L'Illustration) ของฝรั่งเศส ลงข่าวรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ โรงพยาบาลทหารทุพพลภาพ เลส์ แซงวาลิด ที่กรุงปารีส โดยในภาพเป็นภาพขณะทรงตรวจแถวทหารเกียรติยศผู้ชราภาพ

ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)

ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร

และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450

 การเสียดินแดนให้อังกฤษ
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 (นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี
-----------
เส้นทางชีวิตหนังสือพิมพ์ไทย จากวันนั้น... จวบจนวันนี้
.......
     คนไทยได้เริ่มเห็นหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันชื่อ แดน บี บรัดเลย์ ( Dan B. Bradley) ได้ริเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกชื่อ จดหมายเหตุบางกอก ( Bangkok Recorder)
นสพ.ฉบับแรกของประเทศไทย

     วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย แต่ได้ออกเผยแพร่เพียงไม่กี่ฉบับก็ต้องหยุดพิมพ์ไปเป็นระยะเวลานาน  จนกระทั่งล่วงมาในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มออกหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในชื่อเดิมคือ Bangkok Recorder ออกเป็นรายปักษ์ภาษอังกฤษ และ Siamese Recorder ออกเป็นภาษาไทยรายเดือน
      หนังสือพิมพ์ยุคเริ่มแรกคงเป็นของใหม่มากในสังคมไทย คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านทางหนังสือพิมพ์ การเสนอข่าวสานความคิดเห็นค่อนข้างเป็นอิสระ กอรปกับผู้ริเริ่มการหนังสือพิมพ์เป็นชนชาติอเมริกันที่มีความเคยชินกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย และเล็งเห็นความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกทางสื่อมวลชนด้วยอีกโสตหนึ่ง
       เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับจึงค่อนข้างจะเป็นไปอย่างเสรี จนอาจจัดอยู่ในระดับก้าวร้าวหรือก้าวหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมประเพณีของสังคมไทยในยุคนั้น
       กิจการหนังสือพิมพ์ช่วงต่อเนื่องปลายรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 หนังสือพิมพ์ยังนิยมจำกัดในแวดวงเจ้านายชั้นสูง ผู้ได้รับการศึกษาจากตะวันตก และกลุ่มผู้บริหารประเทศ ต่อมาความสนใจได้ขยายไปในหมู่สามัญชนที่มีการศึกษาและสนใจในกิจการบ้านเมืองมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนหนังสือพิมพ์และวารสารที่แตกแขนงออกไปอีกหลายฉบับ อาทิ  หนังสือพิมพ์ดรุโณวาท หนังสือพิมพ์คอต ข่าวราชการ หนังสือพิมพ์สยามประเทศ
       ในช่วงกลางถึงปลายรัชกาลที่ 5 หนังสือพิมพ์ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวางไปสู่ชนชั้นกลางและได้เกิดสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือเฉพาะด้านหลายฉบับ เช่น วารสารธรรมศาสตร์วินิจฉัย ธรรมศาสตร์สมัย จดหมายเหตุแสงอรุณ ยุทธโกษ และธรรมจักร เป็นต้น ส่วนหนังสือพิมพ์ก็มี Siam Free Press, Bangkok Time Siam Observer และสาราราษฎร์รายวัน
       ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคสมัยที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ทำให้เกิดความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกุศโลบายเพื่อให้ปลอดภัยจากการครอบครองของมหาอำนาจตะวันตก ต้องใช้ช่องทางสื่อข่าวสารอื่นๆ
       นอกจากการสื่อสารด้วยคำพูดด้วยคำพูดหรือหรือประกาศในการสร้างความรู้ความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง หนังสือพิมพ์จึงได้รับการพัฒนาเป็นสื่อที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายปกครอง ทั้งในการตอบโต้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเป็นเครื่องมือสร้างสร้างความร่วมมือจากประชาชนด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม
      แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นของการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้ปกครองก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์เริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น มีบทบาททำหน้าที่ในลักษณะตามสภาพสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมที่ยังไม่เอื้อให้หนังสือพิมพ์สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่เท่าเทียมกับแนวคิดของหนังสือพิมพ์ตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็สามารถถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือพิมพ์ไทยที่ได้เริ่มก้าวเข้าผูกพันกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองตั้งแต่นั้นมา
          กิจการหนังสือพิมพ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วด้วยองค์ปรกอบหลายประการ ประการสำคัญคือ เป็นช่วงต่อของการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการเมืองทั้งภายนอกและภายในประเทศที่สืบเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5
        ทำให้ประชาชนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์บ้านเมือง อยากทราบความเป็นไปรอบตัวมากขึ้น จึงให้ความสนใจต่อหนังสือพิมพ์ในฐานะสื่อมวลชนชนิดเดียวในเวลานั้น
         กอรปกับหนังสือพิมพ์เริ่มมีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง การทำงานของขุนนางหัวเก่าทั้งหลาย ตลอดจนเรื่องส่วนตัวอย่างกว้างขวาง สร้างบรรยากาศของการวิพากษ์วิจารณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์อย่างคึกคัก
        นักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในยุคนี้เห็นจะได้แก่ ก.ศ.ร. กุหลาบ และ ต.ว.ส. วัณณาโภ หรือ เทียนวรรณ ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีความคิดก้าวหน้ามากสำหรับยุคนั้น ที่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และกล้าคัดค้านในสิ่งที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะต้องคัดค้านด้วยเหตุและผลกับชนชั้นปกครองผู้มีอำนาจก็ตาม
      อย่างไรก็ดี ความรุ่งเรืองของหนังสือพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 กอรปกับการให้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ก็เป็นเหตุให้นักหนังสือพิมพ์บางคน หนังสือพิมพ์บางฉบับใช้เสรีภาพอย่างเพลิดเพลินจนเกินขอบเขตอันเหมาะสมเกินกว่าที่จะรับได้
      การใช้เสรีภาพอย่างเกินขอบเขตนี้เอง ที่ทำให้รัฐบาลสมัยนั้นเห็นความจำเป็นในการกำหนดบทควบคุมความเกินเลยของหนังสือพิมพ์ขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 จึงออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมหนังสือพิมพ์โดยตรงขึ้นเป็นครั้งแรก คือพระราชบัญญัติว่าด้วยสมุด เอกสาร และหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2465
     อย่างไรก็ดี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่าจะได้ตรากฎหมายควบคุมพฤติกรรมของหนังสือพิมพ์ขึ้นแล้วก็ตาม แต่การจัดการกับหนังสือพิมพ์เพื่อให้เป็นไปตรมกฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่เข้มงวดมากนัก นักหนังสือพิมพ์ยังคงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามปกติ แต่จะเน้นไปในทางการจัดตั้งโรงพิมพ์และให้เจ้าของหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการมีความรับผิดชอบในการทำหนังสือพิมพ์มากขึ้น โดยจะใช้วิธีปิดโรงพิมพ์ในกรณีที่สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นมากกว่าจะมุ่งลิดรอนเสรีภาพอย่างเคร่งครัด
     จากที่ได้รับการวางรากฐานการแสดงเสรีภาพทางความคิดผ่านหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 เชื่อมต่อถึงตอนต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 7  หนังสือพิมพ์ยังคงมีเสรีภาพอย่างกว้างขวาง จำนวนสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีแรกของการขึ้นครองราชย์ ( พ.ศ. 2468-2472) มีหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ถึง 121 ฉบับ
     เนื่องจากในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นระยะหัสเลี้ยวหัวต่อของกระแสเหตุการณ์มากมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปิดโอกาสให้หนังสือพิมพ์เข้ามามีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์การปกครองมากขึ้น หนังสือพิมพ์ในช่วงนี้มีบทบาทอย่างสำคัญทั้งในฐานะสื่อมวลชน ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมือง เสนอความคิดหลากหลายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอย่างมาก
     กระทั่งเหตุการณ์ถึงจุดสุกงอมจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตามเสียงเรียกร้องที่สะท้อนผ่านทางหนังสือพิมพ์ในที่สุด
     ในขณะเดียวกันก็เป็นเหตุที่ทำให้เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ไทยต้องเสื่อมถอยลงตามลำดับ กล่าวคือ เสรีภาพที่เคยได้รับพระราชทานจากองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับต้องถดถอยลงด้วยอำนาจผกผันทางการเมืองของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่นั้นมา
      เพราะนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จลง นักหนังสือพิมพ์กลับต้องหันมาต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน และการแสดงความคิดเห็น
     การต่อสู้ระหว่างนักหนังสือพิมพ์กับรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ยากจะลงเอยด้วยดีตลอดมา ดูเหมือนว่าผู้นำสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีความใจกว้างและเข้าใจถึงเสรีภาพของหนังสือพิมพ์มากว่าผู้นำในระบอบประชาธิปไตย
     นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบเสรีประชาธิปไตย ถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครองอำนาจ สถานการณ์มีแต่ความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
      หนังสือพิมพ์กลายเป็นเป้าที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงอำนาจของผู้ปกครอง ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์กันเองก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
       ต่อมา การเมืองการปกครองภายใต้การบริหารของคณะปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นับว่าเป็นยุคที่ผู้ปกครองปิดกั้นเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในรูปแบบของเผด็จการทางการเมืองการปกครองและกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ
     การคุกคามเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ยุคนี้ปรากฏในหลายรูปแบบ อาทิ นักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงหรือที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมถูกจับกุมด้วยข้อหาต่างๆ ตั้งแต่ไม่ให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลจนถึงการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ การปิดหนังสือพิมพ์ เช่น กรณีหนังสือพิมพ์ข่าวภาพและเดลิเมล์รายวันถูกสั่งปิด หนังสือพิมพ์อิสระ เขียนด่าจอมพล ส. ว่า “ลิงม้ามแตก” ถูกทุบแท่น
     ระหว่างนั้นยังมีนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายคนด้วยข้อหาที่ไม่ชัดเจน เช่น อิสรา อมันตกุล ทองใบ ทองเปา สนิท เอกชัย เป็นต้น  มีผู้ขนานนามสถานะของหนังสือพิมพ์ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่าเป็นยุคมืดแห่งวงการหนังสือพิมพ์
      หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ก็ยังคงความเข้มงวดกวดขันกับหนังสือพิมพ์เช่นเดิม
    ภายหลังเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” (14 ตุลาคม พ.ศ. 2516) หนังสือพิมพ์มีโอกาสใช้สิทธิเสรีภาพมากขึ้นเพราะมีบทบาทอย่างสำคัญในการช่วยสนับสนุนอุดมการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาในระหว่างการชุมนุมประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการชุมนุมกันอีกหลายแห่งทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น หนังสือพิมพ์ต่างแสดงออกถึงเสรีภาพที่ได้มาอย่างกระตือรือร้นหลักจากที่ได้รับแรงกดดันมานานหลายปี
      ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็ได้เห็นพัฒนาการของหนังสือพิมพ์เกิดใหม่หลายฉบับในช่วงนี้ หนังสือพิมพ์ประเภทเน้นข่าวสารการเมืองได้อุบัติขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม อาทิ หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติ หนังสือพิมพ์จัตุรัส หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ หนังสือพิมพ์เสียงไทย ฯลฯ
      รวมทั้งวารสารและนิตยสารการเมืองอีกมากมาย ปรากฏว่าในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2516-2520 มีรายชื่อหนังสือพิมพ์ที่ขอจดทะเบียนไว้ถึง 853 ฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน 177 ฉบับ
      การใช้สิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ขาดความระมัดระวัง ฮึกเหิม แสดงความคิดทางคอลัมน์ต่างๆ จนเป็นที่เอือมระอาแก่ประชาชน คนอ่าน  ประชาชนเริ่มหันมาเรียกร้องให้หนังสือพิมพ์มีจริยธรรมในการรายงานข่าวมากขึ้น
       แต่หนังสือพิมพ์ก็ไม่สามารถเบิกบานกับเสรีภาพที่ได้นานนักเมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง จากสาเหตุความสับสนวุ่นวายและความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างสุดขั้ว ทำให้พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ถือเป็นเหตุเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
      บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นเงื่อนปมกระทบสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ไทยอย่างรุนแรงเป็นระยะเวลายาวนาน
       ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาตามนโยบายสร้างประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่  ทำให้สัมพันธภาพระหว่างหนังสือพิมพ์กับผู้นำรัฐบาลเป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่น  
        ข่าวการเรียกร้องให้ยกเลิกปร.42 ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แรงสนับสนุนจากหลายฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นพลังผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปแผ่นดินฉบับที่ 42
       ความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับแรงผลักดันทางการเมืองและความร่วมมือด้านวิชาการ ก่อให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนในวงการหนังสือพิมพ์ไทย ได้แก่ พัฒนาการจากหนังสือพิมพ์การเมืองและข่าวชาวบ้านทั่วไปเป็นหนังสือพิมพ์ที่ให้ความสำคัญต่อข่าวสารทางเศรษฐกิจมากขึ้น
       หนังสือพิมพ์ประเภทเศรษฐกิจการเมืองและหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ รวมถึงหนังสือพิมพ์ธุรกิจเกิดขึ้นหลายฉบับในสมัยนี้  หนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จหลายฉบับ อาทิ ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐกิจ กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ ธุรกิจท่องเที่ยว คู่แข่งธุรกิจ ไทยไฟแนนเชียล ส่วนหนังสือพิมพ์ทั่วไปก็เพิ่มหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเงินการธนาคาร เศรษฐกิจการเงิน ฯลฯ กันอย่างทั่วหน้า
      ยุคนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่องค์กรหนังสือพิมพ์เริ่มปรับตนเองจากสื่อเพื่อสาธารณชนในฐานะสื่อกลางของประชาชนเข้าสู่วงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจเต็มรูปแบบอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ผันตนเองเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจหนังสือพิมพ์เริ่มกลายเป็นธุรกิจแสวงหากำไรตามระบบเศรษฐกิจทุนนิยมมากขึ้นทุกที
     จนเริ่มมีการตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องแสดงความไม่แน่ใจถึงอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างเป้าหมายของวิชาชีพที่ยึดถือพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณชนกับการป่นผลกำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดว่าหนังสือพิมพ์ยุคเศรษฐกิจบูมในตลาดหลักทรัพย์จะสามารถรักษาความเป็นประหนึ่งสถาบันสาธารณะไว้ได้ขนาดไหน
     อย่างไรก็ดี   ปริมาณหนังสือพิมพ์ปรากฏบนแผงหนังสือมีมากฉบับขึ้น มีการเพิ่มจำนวนหน้าถึง 32 หน้าขึ้นไป รวมทั้งเพิ่มฉบับแยกส่วน (section) จัดกลุ่มเนื้อหาให้เลือกอ่านง่ายขึ้น
     ทั้งนี้อาจเกิดจากข้อมูลข่าวสารที่ต้องนำเสนอสู่ประชาชนมีปริมาณหลากหลายกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนหน้าสำหรับเนื้อที่โฆษณาสินค้าตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น กล่าวได้ว่า หลังจากยกเลิก ปร.42 ประชาชนไทยมีโอกาสเลือกรับข่าวสารอย่างอิสระกว่าเดิม จึงนับเป็นโอกาสที่หนังสือพิมพ์ไทยต้องพิสูจน์ตนเองเพื่อความอยู่รอดด้วยการยอมรับจากผู้อ่านอย่างถาวรในสภาพเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย
     นอกจากหนังสือพิมพ์ต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดแล้ว ยังได้พัฒนาเทคนิคการเสนอข่าวสารให้เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเจาะลึกเนื้อหาด้านต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะการเกาะติดสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ แม้ะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเที่ยงตรงและความเป็นกลางบ้างก็ตาม..

 (เรียบเรียงส่วนหนึ่งจาก “เสรีภาพหนังสือพิมพ์ไทย : มาลี บุญศิริพันธ์)

นำเข้าตู้แช่เบเกอรี่..สู่สภากาแฟคนข่าว

(19ก.ย.53)คณะผู้ก่อการจัดตั้งดำเนินกการ"สภากาแฟคนข่าว"เดินทางไปที่ถนนแจ้งวัฒนะเพื่อขน"ตู้เบเกอรี่"ขนาด 130x085CM มาที่ "สภากาแฟคนข่าว"..มีความอิลุกขลุกขลักบ้างพอสมควรในเรื่องการขนย้ายที่ต้องใช้แรงถึง 4 คนยก และต้องมัดและนั่งประคองกันโดยขึ้นทางด่วนก็ไม่ได้ต้องวิ่งเส้นทางปกติจากถนนแจ้งวัฒนะมาหลักสี่บางเขยนรามอินทราและเลียบทางด่วนจนมาถึงINN ที่ตั้ง"สภากาแฟคนข่าว"

ก่อนหน้าช่วงสายวันเดียวกัน"พี่ลุง"ได้นำต้น"สิบสองปันนา"สูงกว่าตัวคน มาตั้งด้านขวาของสภากาแฟฯ..

หลังจากที่ก่อนหน้านี้(17ก.ย.)"คณะผู้ก่อการฯ"เดินทางไปนำเครื่องชงกาแฟมาจากตึกเบญจจินดา เพื่อเตรียมติดตั้ง..

คณะผู้ก่อการสภากาแฟคนข่าวฯ มีความตั้งใจว่าจะเปิดสภาฯให้ได้ในวัน พฤหัสนี้(23ก.ย.53) โดยไม่ต้องการทำให้เอิกเกริกเกินไปนัก(ไม่ได้ประชาสัมพันธ์มากมายนอกจากในกลุ่มพรรคพวกในINNและพี่ๆน้องๆ"คนข่าว"ในวงการที่เข้ามาอ่านในบล็อคนี้หรือในเฟดบุ๊ค"สภากาแฟคนข่าวฯ"และติดป้ายแนะนำบ้างในละแวกนี้)

เพราะเป้าประสงค์แท้จริงมีความต้องการที่จะให้"สภากาแฟคนข่าว"แห่งนี้ เป็นสถานที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนและเติมเต็ม"ความรู้"ของ"คนข่าว"(ทุกค่ายทุกสำนักไม่แต่เพาะคนข่าวINNหรือ"ศิษย์เก่าINN"อย่างเดียว) และรวมถึงองค์กรต่างๆ หรือ เหล่าบรรดา"แหล่งข่าว"ที่จะมาพบปะกับ"คนข่าว"..ตลอดจนถึงเหล่าบรรดาเพื่อนๆในวงการหรือแวดวงอื่นๆเช่น ศิลปิน กวี นักแสดง ที่ประสงค์ จะมาเพิ่มสีสันให้สภาฯนี้ เป็นหลัก.. ส่วนเรื่องรองลงมาคือ กาแฟ และ ขนมนมเนย ให้ท้องอิ่ม สมองแล่น..

ทั้งหมดทั้งมวล ก็ต้องรอติดตามดูชมกัน..ทาง"คณะผู้ก่อการ"จะพยายามสรรหาเรื่องราว-ความรู้-กิจกรรม มากมายมาเสริฟเหล่าบรรดา"สมาชิกสภาฯ" เพื่อสร้างสีสันให้กับพวกเรา"คนข่าว" ณ "สภากาแฟคนข่าว"แห่งนี้



สภากาแฟคนข่าว..รอ"คนข่าว"มาร่วมเปิดสภาฯ
  (โปรดติดตามตอนต่อไป..)

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

กาแฟ-หนังสือพิมพ์-คนข่าว

ในสมัยกรีกโบราณนั้นยังไม่ปรากฏว่ามีร้านกาแฟ ผู้คนจึงมักจับกลุ่มคุยเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองกันตามตลาด ประตูเมือง หรือตามร่มไม้

สถานที่ดังกล่าวถือว่าเป็นแหล่งชุมนุมของคนจำนวนมาก จึงมักมีคนมาเล่านิทานซึ่งได้รับความนิยมจากผู้คนที่มุงคอยฟังกันเนืองแน่น

เช่นที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล มีชายผู้หนึงชื่ออีสปมีพรสวรรค์ในการเล่านิทานเป็นอย่างยิ่ง นิทานของอีสปทุกเรื่องมักจบลงด้วยแง่คิดที่เป็นคติสอนใจ

กล่าวกันว่านิทานของอีสปนี่เองที่เป็นตัวช่วยให้สติกับผู้คนให้รู้จักคิด รู้ผิดชอบชั่วดี และเป็นประโยชน์ในการที่ทำให้ผู้คนได้ตรึกตรองดูว่าเมื่อใดที่ประชาชนควรจะรื้อศาลและขับไล่ผู้ตั้งตนเป็นเทพารักษ์นั้นไปเสีย

เมื่อกาลเวลาผ่านไปสถานที่ที่ผู้คนนิยมไปจับกลุ่มคุยกันเรื่องบ้านเมืองนั้นมิใช่ตลาดอีกต่อไป แต่เป็นร้านที่สามารถนั่งคุยกันได้ด้วยบรรยากาศสบาย ๆ พร้อมกับมีเครื่องดื่มที่ทำให้การคุยออกอรรถรสยื่งขึ้น สถานที่แห่งนั้นก็คือ ร้านกาแฟ

ในประเทศอังกฤษเมื่อ 299 ปีมาแล้ว ร้านกาแฟได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งขึ้น นั่นคือหนังสือพิมพ์ Spectator โดยโจเซฟ แอดดิสัน ตรงกับสมัยของพระราชินีแอนน์ ชื่อของหนังสือพิมพ์ Spectator ที่แปลว่า"ผู้ดู"นั้นหมายถึง การที่แอดดิสันได้ไปนั่งเฝ้ามองคนดื่มกาแฟตามร้านต่าง ๆ แล้วนำเรื่องราวที่ผู้คนพูดคุยกันในร้านมาลงในหนังสือพิมพ์ของเขาเอง

ร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงที่แอดดิสันชอบเข้าไปนั่งนั้นมีอยู่หลายร้านด้วยกัน แต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในเรื่องของรสชาดและกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการร้านเซนต์เจมส์ตั้งอยู่บนถนนชื่อเดียวกันกับร้านใกล้กับพระราชวังเซนต์เจมส์ กลุ่มบุคคลที่นิยมมาใช้บริการที่ร้านเซนต์เจมส์ ได้แก่ พวกนายทหารรักษาพระองค์ พวกวิก(Whig) และพวกผู้ชายที่แต่งตัวโก้หรู ร้านนี้ถือว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของพวกนักการเมือง และสมาชิกรัฐสภา พวกวิกจะมาดื่มกาแฟที่ร้านนี้พร้อมกับถกเถียงกันในประเด็นทางการเมือง พวกวิกนี้จัดเป็นกลุ่มการเมืองพวกหนึ่ง หมายถึง พวกราษฎร เป็นสมาชิกในรัฐสภาร่วมกับฝ่ายทอรี่(Tory)
ซึ่งก็คือพวกเจ้าและอัศวิน(Cavaliers)

เรื่องราวของคนทั้งสองกลุ่มได้นำไปสู่สงครามกลางเมืองในสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 (1600-1649) เหตุก็เพราะพวกราษฎรถือเรื่องเสียงข้างมากเป็นสำคัญ ขณะที่พวกเจ้าหรือพวกอัศวินไม่สนใจในเรื่องนี้นัก นอกจากนี้ยังปะทะคารมกันในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิอยู่เนือง ๆ อีกด้วย.

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีบินเหนือดอยสูง

ภาพที่คุ้นตาหลังแป้นพิมพ์ดีดของ"รงค์"

บางเรื่องเล่าในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์


Tue, 31/03/2009 - 13:15

เรื่อง: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา


“ใครที่ปฏิบัติตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายไม่มีห่วงได้ทุกขณะ


ไม่ว่าจะเป็นเดี๋ยวนี้ หรืออีกห้านาที หรืออีกหกเดือน หรือสามสิบปีต่อไป”


- หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช -

จาก สยามรัฐหน้า 5 ฉบับจัดพิมพ์โดย ’รงค์ วงษ์สวรรค์


เมื่อทราบข่าวว่าคุณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เสียชีวิต ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ใจหาย ใจมันหวิวๆ เหมือนอะไรขาดหายไปบางอย่าง นี่กระมังที่ทําให้เขาเรียกกันว่า ใจหาย คือใจมันเหมือนจะหายไปชั่วขณะ

แม้จะรู้ว่าคุณ ’รงค์ไม่กลัวความตาย แต่ที่ใจหาย เพราะเรา—หมายถึงคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ คุณธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และผม—เพิ่งจะคุยกันเมื่อสองสามวันก่อนว่าจะขอให้คุณ ’รงค์ช่วยตั้งชื่อนิทรรศการภาพถ่ายของคุณ ’รงค์เอง ที่จะจัดขึ้นที่ PS (People Space) แพร่งภูธร ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ คุณ ’รงค์เคยเขียนหนังสือชื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมชอบชื่อ “ในเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์” มันให้ความหมายเข้ากับภาพถ่ายขาว-ดําดีนัก แต่ก็อยากจะปรึกษากับคุณ ’รงค์ก่อน เพราะว่ากันในทางเชิงชั้นทางภาษา คุณ ’รงค์คงทิ้งพวกเราไปหลายขุม

หลายเดือนก่อน คุณ ’รงค์ส่งข่าวมาว่า ค้นพบฟิล์มขาว-ดําเก่าเก็บตั้งแต่สมัยทํางานอยู่ เฟื่องนคร อยากให้ช่วยจัดการนําออกเผยแพร่ ให้พอดีที่วรพจน์กําลังทําสัมภาษณ์คุณ ’รงค์เพื่อรวมเล่มในวาระครบ 77 ปีอยู่ ธวัชชัยหรือเต้ ซึ่งเป็นช่างภาพขาว-ดําสําหรับหนังสือเล่มนั้น จึงช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องฟิล์มให้ทั้งหมด ทั้งปรับปรุงสภาพ ทําความสะอาด และอัดภาพลงกระดาษด้วยเครื่องออกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ก่อนจะอัดมือเมื่อแสดงจริง

แม้จะเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ภาพจากฟิล์มสี่ห้าม้วนชุดนั้นยังคงชัดเจน มีทั้งภาพวิถีชีวิตกรุงเทพฯ ในช่วงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ปิดซ่อม เห็นผู้คนแต่งตัวสวยงามราวกับอยู่ในฉากภาพยนตร์ มีภาพสํานักงานนิตยสาร เฟื่องนคร และนักเขียนร่วมสมัย(นั้น)หลายคน

สมัย เฟื่องนคร คุณ ’รงค์ผลิตนิตยสารรายเดือนเปลี่ยนหัวไปตามชื่อเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายเผด็จการที่เคร่งครัดกับการอนุมัติหัวหนังสือใหม่ นอกจากนี้ รูปที่อัดมายังมีภาพ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลายอิริยาบถบนยอดดอยขุนตาน รวมทั้งมีภาพของคุณ ’รงค์เองที่น่าจะถูกถ่ายจากคนใกล้ชิด เพราะมาจากฟิล์มม้วนเดียวกัน บางรูปคุณ ’รงค์เคยเล่าว่าเป็นฝีมือของคุณชายคึกฤทธิ์เองด้วยซ้ำ

ภาพทั้งหมดนี้ ถ้าได้รับการอัดอย่างประณีต ใส่กรอบ และจัดแสดงอย่างเหมาะสม แน่นอน ย่อมก่อ ให้เกิดความเจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น ปราบดา หยุ่น บอกกับผมหลังเห็นภาพว่า บางภาพน่าจะนําไปทําปกหนังสือเลยด้วยซ้ำ

สําหรับนักอ่านรุ่นใหม่ที่ไม่เคยได้ศึกษาประวัติคุณ ’รงค์มาก่อน อาจจะแปลกใจว่า ทําไมนักเขียนชราคนหนึ่งถึงถ่ายรูปได้ดีนัก หากแต่ผู้สันทัดกรณีในชีวิตของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คงจะตอบได้ทันทีว่า ก็คุณ ’รงค์ในวัยหนุ่มนั้น เริ่มต้นอาชีพนักเขียนด้วยการถ่ายภาพ ตรวจพิสูจน์อักษรอยู่ที่ สยามรัฐ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเขียนในลีลาภาษาสวิงซึ่งทิ้งร่องรอยไว้มากมายในวงการวรรณกรรมไทย จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนรุ่นหลังหลายคนได้เดินตาม แม้จะไม่เคยมีใครวัดรอยเท้าได้พอดี ด้วยรองเท้าของ ’รงค์ นั้นใหญ่เกินกว่าใครจะใส่ได้ฟิต-นี่ว่ากันตามสํานวนฝรั่ง

วรพจน์ตั้งใจจะขึ้นไปพบคุณ ’รงค์ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เต้ก็กะจะหอบรูปทั้งหมดไปให้คุณ ’รงค์ เซ็นชื่อ ผมฝากเต้ถามรายละเอียดว่าใครเป็นใครในภาพ เพราะเชื่อว่าคุณ ’รงค์คงจําได้หมด ด้วยโรคภัยทั้งหลายที่คุกคามคุณ ’รงค์มาโดยตลอดช่วงหลายปีหลังนั้น จะคุกคามก็แต่เฉพาะกําลังวังชาของคุณ ’รงค์เท่านั้น แต่ โรคภัยหาได้เคยกล้ำกรายความทรงจําและกําลังใจของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่ คุณ ’รงค์ยังคงจดจําทุกเรื่องราวได้อย่างแจ่มชัด จะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาพถ่ายขาว-ดําของคุณ ’รงค์ ที่เมื่อหยิบมาอัดใหม่ ก็ยังให้ความคมชัด เหมือนเรื่องราวทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

ผมพบคุณ ’รงค์ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน เมื่อตอนที่คุณ ’รงค์หยุดพักงานเขียนที่ทํามาตลอดชีวิต เพราะถูกโรคไตคุกคาม ตอนนั้นปราบดาและผมมีดําริที่จะทํานิตยสารเกี่ยวกับงานเขียนร่วมสมัย ใช้ชื่อว่า open house แนวคิดส่วนหนึ่งมาจากสมัยคุณ ’รงค์ทํา เฟื่องนคร คือชวนเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันมาช่วยกันเขียน ค่าต้นฉบับที่ได้ก็จัดสรรแบ่งกันตามสัดส่วน คิดได้ดังนั้นแล้ว เราทั้งคู่จึงเห็นสมควรว่า น่าจะเชิญคุณ ’รงค์มาร่วมวงด้วย การติดต่อสื่อสารระหว่างพวกเราและคุณ ’รงค์ จึงเริ่มต้นขึ้น นํามาสู่การเดินทางด้วยรถไฟของชาวคณะ open ขึ้นไปเยี่ยมเยียนสวนทูนอินหลายครั้ง จนบางคน ไปสวนทูนอินมากกว่ากลับบ้านต่างจังหวัดเสียอีก

ผมเองอ่านงานเขียนของคุณ ’รงค์มาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย ปิดเทอมใหญ่เพื่อนร่วมห้องพักของผมไปฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์เป็นหลักเป็นฐาน ผมกลับอยู่ห้อง นอนอ่าน สนิมสร้อย ไปตลอดบ่ายจรดค่ำ เมื่อเริ่มต้นชีวิตนักข่าว
เพื่อนหนุ่มสาวชวนไปเที่ยวเกาะช้างในยุคที่ยังไม่มีโรงแรมห้าดาวผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพื่อนเล่นน้ำทะเล ผมนอนเอกเขนกอ่าน หลงกลิ่นกัญชา, ใต้ถุนป่าคอนกรีต จนเพื่อนบางคนงอนไปหลายรอบ เพราะมาทะเลทั้งทีแต่ไม่ยอมออกไปไหน

งานของคุณ ’รงค์ทําให้คนหนุ่มอยากใช้ชีวิต อยากออกไปท่องโลกเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอามาบอกเล่า เมื่อคุณ ’รงค์เขียนเรื่องกับข้าวกับปลาก็พลอยทําให้เราอยากอาหารไปด้วย ตอนเด็กผมไม่ชอบกินผัก แต่ผมกลายเป็นคนชอบกินผักเพราะอ่านเรื่องของคุณ ’รงค์ ผักของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ มีชีวิต น่ารับประทาน เช่นเดียวกับปลา ที่คุณ ’รงค์เคยบอกว่า กลิ่นคาวคือความเอร็ดของมัน

<><><><>
<>
<><><><>
พิมพ์ดีดที่พิมพ์จนพังแต่ก็ยังเก็บไว้ของ"รงค์"
การมีโอกาสได้พบกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงทําให้ผมอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ยิ่งได้พบตัวจริงๆ ในบรรยากาศแวดล้อมแบบของคุณ ’รงค์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเกร็งไปกันใหญ่ เพราะแม้จะนั่งคุยกับแขกจากโต๊ะทํางาน แต่วาระการสนทนาที่คุณ ’รงค์เป็นคนกําหนด เสียงทุ้มทรงพลังของคุณ ’รงค์ และอํานาจเร้นลับที่แฝงมากับน้ำเสียงนั้น ผมคิดว่าไม่ว่าใครที่ไปหาคุณ ’รงค์ครั้งแรก ก็คงได้รับความรู้สึกใกล้เคียงกัน

ถ้าไม่ใช่ศิลปะการจัดวางชั้นเยี่ยม ก็น่าจะพอเรียกได้ว่า ทั้งหมดนี้คือ charisma ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ โดยแท้ เป็นคาริสม่า—บารมี—ที่นักการเมืองควรมี แต่หลายคนกลับไม่มี นายกรัฐมนตรีบางคนที่ผมเคยพบ ยังไม่มีบารมีเท่ากับคุณ ’รงค์ นอกจากบารมีแล้ว คุณ ’รงค์ยังมีพิธีการทูตในการต้อนรับแขกอย่างเพียบพร้อม ไม่ตกหล่น อาหารการกินสมบูรณ์ตามสูตรของมัน สุรา ทุกชนิดมีให้เลือก ทั้งบรั่นดี วิสกี้ เหล้าบ๊วย ไวน์แดง ไวน์ขาว เหล้าขาดมือ คุณ ’รงค์หันไปดุเด็กสาวเบาๆ ว่า “ทําไมไม่รินเหล้าให้พี่เขา” ตามธรรมเนียมคนตะวันออกที่ผู้อาวุโสกว่าย่อมได้รับการปรนนิบัติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงสุรา) จากผู้ที่มาทีหลัง แม้รุ่นพวกเราจะไม่ถือสาใส่ใจกับธรรมเนียมเหล่านี้เท่าใดนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ ถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังพิธีกรรมทั้งปวง

นอกจากอากาศเย็นสบายบนดอย ดอกไม้สีสวยหลายชนิดที่คุณ ’รงค์บรรจงปลูกไว้รอบบ้านแล้ว ความน่ารักอีกอย่างหนึ่งของสวนทูนอินก็คือ ในห้องทํางานของคุณ ’รงค์จะมีเสียงเพลงแจ๊ซจากนักร้องหญิงผิวดําคอยขับขานอยู่เสมอ

ความไพเราะแผ่วกังวานของเสียงเพลงทําให้ควันบุหรี่ที่อ้อยอิ่งอยู่รอบห้องกลายเป็นเหมือนหมอก ยิ่งเมื่อเดินออกมาริมระเบียงเคียงสระน้ำ แล้วได้กลิ่นหอมของจัสมินหรือมะลิแบบฝรั่งที่ปลูกไว้ด้วยแล้ว ราตรีนั้นช่างแสนสําราญนัก

ยิ่งสนทนากันนาน ความน่าเกรงขามของคุณ ’รงค์จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเมตตา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวงการวรรณกรรมที่คนรุ่นหลังไม่เคยรู้ พรั่งพรูจากเงาเวลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ทั้งวิธีการเขียนงานของยาขอบ ประสบการณ์การทํางานร่วมกับอาจารย์คึกฤทธิ์ กระทั่งเรื่องส่วนตัวที่ทําให้ชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ต้องถูกไล่ออกมาเดินเตะฝุ่นอยู่บนถนนพญาไท จนแทบจะกลายเป็นคนไร้อนาคต ถ้าไม่หันมาเอาดีในวิชาชีพนักข่าว

คุณ ’รงค์เล่าว่า ครูที่เคยมีเรื่องกันครั้งนั้น เมื่อพบกันอีกครั้ง ต่างคนต่างให้อภัยกันไปหมดแล้ว แถมยังบอกว่า เป็นความผิดของตัวเองที่เลือดร้อนไปหน่อยสมัยเป็นวัยรุ่น เราสนทนากับคุณ ’รงค์ยาวนานข้ามคืน ประมาณว่าจากสองทุ่มถึงตีสอง เป็นรายการถามตอบที่สนุกที่สุดรายการหนึ่งในรอบหลายปี—ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปสวนทูนอินครั้งนั้นยืนยันได้

ผมและเพื่อนฝูงกลับไปเยือนสวนทูนอินอีกหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่อากาศเมืองเหนือเย็นสบาย คุณ ’รงค์บอกว่าหน้าหนาวก็ดี แต่หน้าร้อนเมืองไทยก็สวยมาก เพราะดอกไม้สองข้างทางจะบานตลอดในฤดูร้อน คําพูดของคุณ ’รงค์ทําให้ผมเริ่มมองฤดูร้อนในแง่ดี และเริ่มมองเห็นสีสันของดอกไม้ตามท้องถนน หลังจากที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก รายละเอียดในชีวิตเหล่านี้ที่ทําให้งานเขียนของคุณ ’รงค์มีเสน่ห์ คุณ ’รงค์รู้จักดอกไม้ทุกดอก ต้นไม้ทุกต้น เมื่อจะเขียนบรรยายฉากจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน คุณ ’รงค์เคยล้อนักเขียนสุภาพสตรีบางท่านว่า เขียนเสียตั้งสามสี่หน้า แต่ไม่รู้จักต้นไม้สักต้น ดอกไม้ก็รู้จักอยู่ไม่กี่ดอก

เสน่ห์ในงานเขียนของคุณ ’รงค์จึงรวมเอาความแม่นยําเหล่านี้เอาไว้ด้วย ความแม่นยําที่นอกจากจะมีฐานมาจากการศึกษาเรื่องราวที่จะเขียนมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังเกิดจากระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดีมาก ข้อมูลดิบพวกข่าวจากหนังสือพิมพ์ รูปภาพจากนิตยสาร คุณ ’รงค์จะตัดใส่แฟ้มแยกประเภทเก็บไว้เป็นหมวดหมู่ ถ้าไม่ติดที่ย้ายบ้านหลายครั้ง ผมเชื่อว่ารูปเมื่อสามสิบปีก่อนก็คงยังอยู่ครบ

ในห้องทํางานของคุณ ’รงค์จึงมีเครื่องถ่ายเอกสารเล็กๆ อยู่หนึ่งเครื่อง เพื่อทําหน้าที่ผู้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลอันหลากหลายลงไปในหน้ากระดาษขนาดเอสี่ ก่อนแฟ้มหลากสีจะเก็บมันไว้ รอวันเจ้าของเรียกใช้ในอนาคตเบื้องหลังนักเขียนที่ยิ่งใหญ่จึงมีวินัยอันเคร่งครัดเป็นเครื่องกํากับ

ใช่แต่กับตัวเอง ต้นฉบับของคุณ ’รงค์ที่ส่งมาสามารถรู้ได้ทันทีว่ามาจากไหน เพราะคุณ ’รงค์จะจ่าหน้าถึงผู้รับด้วยลายมือตนเองอย่างชัดเจน ต้นฉบับเนื้อในของคุณ ’รงค์ยังคงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทํางาน วรรคตอนและการจัดหน้า ยังคงเป็นลีลาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่พวกเราคุ้นเคย

ด้วยแรงกระตุ้นจากนักเขียนหนุ่มนามปราบดา หยุ่น ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กลับมามีกําลังใจในการเขียนงานอีกครั้งในช่วงบั้นปลาย คุณ ’รงค์หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้ผมดู พร้อมกับบอกว่า เมื่อก่อนใช้กระดาษแผ่นใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้กําลังมันถดถอย เพราะต้องฟอกไตทุกสองสามวัน ฟอกไตทีหนึ่งก็หมดแรงไปทั้งวัน ต้องพักฟื้น เขียนหนังสือด้วยกระดาษแผ่นใหญ่มันไม่จบหน้าเสียที เปลี่ยนมาเป็นแผ่นเล็ก จบหน้าเร็วดี มีกําลังใจมากขึ้น

ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ผมซึ่งสุขภาพยังดีอยู่จึงต้องดุด่าตัวเองทุกครั้งที่บิดพลิ้วไม่ยอมเขียนต้นฉบับ ทั้งๆ ที่หน้ากระดาษของเรากําหนดง่ายกว่าด้วยหน้าตาของจอคอมพิวเตอร์ ถ้าอยากจบเร็วจะเปลี่ยนขนาดตัวหนังสือช่วยก็ทําได้ แล้วทําไมนักเขียนรุ่นหลังถึงยังมีข้ออ้างเรื่องการเขียนหนังสืออยู่ นักเขียนอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คงรําคาญคําแก้ตัวไร้สาระทั้งหลาย

หลังจากสุขภาพอยู่ตัว คุณ ’รงค์ส่งต้นฉบับมาเป็นกระดาษเอสี่เช่นเดิม พวกเราก็เริ่มเบาใจขึ้น และคิดว่าคุณ ’รงค์คงจะอยู่กับพวกเราไปอีกนาน เราจึงเริ่มห่างหายสวนทูนอินไปในช่วงปีหลังๆ

แม้ผมจะเป็นฝ่ายอ่านงานของคุณ ’รงค์มากกว่าจะส่งงานไปให้คุณ ’รงค์อ่าน แต่เมื่อใดที่คุณ ’รงค์อ่านพบงานชิ้นไหนที่เห็นว่าเขียนดี คุณ ’รงค์จะไม่ละเลยที่จะโทรศัพท์มาชมเชย พร้อมซักถามรายละเอียดบางเรื่องที่ไม่รู้ นับเป็นวิธีการให้กําลังใจนักเขียนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี จะมีใครบ้างที่ได้รับโทรศัพท์จาก ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้วจะไม่ดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามันเป็นการชมเชยเรื่องงานเขียน

ความที่เคยเป็นบรรณาธิการและคนทําหนังสือมาก่อน คุณ ’รงค์จะให้เกียรติบรรณาธิการมาก ไม่เคยมีการใช้สิทธิของความเป็นนักเขียนใหญ่ กดดันทวงถามสิ่งใดที่จะสร้างความลําบากใจให้กับคนทํางาน เมื่อโทรศัพท์แล้วไม่พบ คุณ ’รงค์จะเพียงแต่ฝากข้อความให้โทรกลับเท่านั้น ยิ่งช่วงหลังคุณ ’รงค์มักจะเอ่ยปากกับผมเป็นการส่วนตัวเสมอๆ ด้วยความห่วงใยว่า “ถ้ามีเรื่องอะไรให้อาว์ช่วย อาว์จะยินดีมาก”

นี่คือความน่ารักของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์

คุณ ’รงค์รู้ดีว่าพวกเราทํางานกันด้วยทุนรอนน้อย หลายครั้งที่คุณ ’รงค์ส่งต้นฉบับมาให้ คุณ ’รงค์จะกําชับมาว่า ให้พิมพ์ตามเวลาและจํานวนที่เห็นสมควร

“อย่าให้เจ็บตัว ให้พวกเราพออยู่กันไปได้”

แม้จะมีสังกัดใหญ่ เขียนงานให้กับใครก็ได้ แต่คุณ ’รงค์ก็ยังยินดีที่จะใช้คําว่า “พวกเรา” กับคนทํางานเล็กๆ เช่นพวกเราเสมอ นี่คือความรู้สึกเป็นพวกพ้อง ที่อายุ ฐานะ ชรา กระทั่งมรณะ ไม่เคยแยก ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ออกจากวงการนักเขียนไทย ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงยังคง (หนุ่ม) เสมอ

เมื่อมีโอกาสสนทนากันครั้งหลังสุดเมื่อเดือนก่อน คุณ ’รงค์แสดงน้ำใจเป็นการส่วนตัวกับผม ด้วยการเอ่ยปากมอบฟิล์มภาพถ่ายขาว-ดําชุดที่กําลังจะจัดแสดงให้ผมเก็บรักษาไว้

“อยากทําอะไรให้รีบทําเสีย อาว์อ่อนแรงเต็มทีแล้ว” ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ส่งสัญญาณเตือนเบาๆ โดยที่เครื่องรับอย่างผม แม้จะไม่ประมาท แต่ก็ไม่ทันได้เฉลียวใจ

สําหรับคนทั่วไป สิ่งที่อยู่ในมือผมคงเป็นแค่ฟิล์มเก่าที่ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายนัก หากสําหรับนักเขียนผู้เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นช่างภาพแล้ว ผมเข้าใจว่านี่คือการมอบบางส่วนของชีวิตไว้ให้ แม้ไม่บอก แต่ผมก็เข้าใจว่าไม่ใช่เพื่อเก็บไว้ชื่นชมเป็นสมบัติส่วนตัว หากแต่ภาพถ่ายเหล่านี้น่าจะมีส่วนในการยืดระยะเวลา คุณค่า และความงดงาม ที่วงการนักเขียนไทยมีให้กันเสมอมาให้ยาวนานต่อไป

อย่างน้อยก็ในอีกชั่วคนหนึ่ง

หลายปีที่ผ่านมานี้ วงการวรรณกรรมได้ถูกกระแสการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจหนังสือ ทําให้แปรเปลี่ยนไปในทางแก่งแย่งแข่งขันกันทําการค้ามากกว่าจะเชิดชูมิตรภาพและความงดงามของการมีชีวิต วงการหนังสือถกกันแต่เรื่องยอดขายมากกว่าคุณภาพของงานเขียน นักเขียนขายดีได้รับการยกย่องมากกว่านักเขียนเขียนดี อัจฉริยะกลายเป็นสิ่งที่สร้างได้โดยไม่มีความลับอีกต่อไป โลกยิ่งร้อน อุตสาหกรรมหนังสือยิ่งเหลือที่ทางน้อยเต็มทีให้กับนักเขียน แม้ตัวนักเขียนส่วนหนึ่งจะปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย หากน้ำใจที่ควรมีให้แก่กัน ในฐานะมนุษย์ผู้ผจญทุกข์สุขและประสบการณ์ร่วมกันมา กลับลดน้อยถอยลงจนแทบไม่มีใครใส่ใจให้ค่า

อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์เลิกพูดถึงเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว และคงจะเลิกกันจริงๆ จังๆ เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นจนต่างคนต่างก็ต้องเอาตัวให้รอด จึงไม่ใช่แต่นักเขียนชราเท่านั้นที่อ่อนแรง หากแต่สังคมทั้งหมด พวกเราทุกคนกําลังอ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งอ่อนแรงจากการแข่งขัน อ่อนแรงจากภาระทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอ่อนแรงจากการถูกกัดกร่อนจิตวิญญาณมายาวนาน จนไม่อาจรับรู้เรื่องอื่นใด นอกเหนือจากปัญหาเบื้องหน้าของตนเอง

การจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงเป็นเครื่องเตือนสติว่า วันเวลากําลังพร่าผลาญสิ่งงดงามในชีวิตของเราไปทีละนิด เหมือนสีของรูปขาว-ดําที่เริ่มซีดจางไปในเงาเวลา การจากไปของคุณ ’รงค์จะมีค่าเมื่อเราเริ่มตระหนักถึงความจริงเบื้องหน้า และเริ่มอยากรักษาสิ่งดีๆ เหล่านั้นเอาไว้

อย่างน้อยก็ในเวลาที่คิดถึง ’รงค์ วงษ์สวรรค์

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ค่ำคืนวันที่ 15 มีนาคม 2552

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร openbooks review ฉบับที่ 1, มีนาคม 2552
//////////////////////////
'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีบินเหนือดอยสูง


อุปนิสัยในการทำงานบางด้านของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นสิ่งที่น่าใคร่ครวญเพื่อการเรียนรู้สำหรับหลายคนที่ปรารถนาจะทำงานเขียนให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน...

ผมมีความเชื่ออย่างนั้น

จากเมื่อ 30 กว่าปีก่อนที่เขาผละจากร้านกาแฟย่านบางลำพู จากถนนนักเลงวัยรุ่นมาสู่ถนนนักเขียนตัวหนังสือของเขามีอิทธิพลต่อคน หนุ่มในแต่ละช่วงวัย จำนวนมากรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เปลี่ยนหน้ากันเข้ามารับผลสะเทือนทางความคิด จากสำนวนภาษาปรัชญาการดำเนินชีวิต ซึ่งในจำนวนนั้นบางคนก็ก้าวล่วงพ้นมาสู่ความเป็นตัวของตัวเองที่ยืนหยัดได้อย่างสวยงามในเวลาต่อมา แต่บางคนก็ถูกกลืนหายไปในห้วงเวลาที่ผ่านพ้น แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มี 'รงค์ รงษ์สวรรค์ คนที่ 2 บน ถนนสายนี้

ในความรู้สึกส่วนตน หลังจากผ่านประสบการณ์การอ่านตัวหนังสือของเขามายาวนานผมแบ่งงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ออกเป็น 4 ช่วงคือ ยุคแรกอันเรียได้ว่า "บนถนนของความเป็นหนุ่ม" หนังสือเล่มแรกของเขาที่แหวกแนวกว่าใครในยุคนั้นชื่อ หนาวผุ้หญิง อันเป็นการรวมงานเบ็ดเตล็ดจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาวิจารณ์ จัดพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็งโดยสำนักพิมพ์ผดุงศึกษา เมื่อปี 2503 และได้รับการพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในเวลาที่ผานไปเพียงไม่กี่เดือน

ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากความแปลกของสำนวนภาษาที่ช็อคผู้อ่านเพราะไม่เคยมีใครเขียนหนังสือ "สำนวนเพรียวนม" (ไม่ใช่ "เพรียวลม") แบบนี้มาก่อน

'รงค์เล่าว่า อีกส่วนหนึ่งเพราะ "คุณชายคึกฤทธิ์เขียนเชียร์ในคอลัมน์ของเขาในสยามรัฐรายวัน ทำให้ผู้อ่านตื่นเต้นกันมาก"

งานรวมกลุ่มชุดอื่นของเขาที่ตามมา เช่นไฟอาย รวมบทรำพึงรำพัน ใช้นามปากกา 'ลำพู' เขียนคำนำโดยประหยัด ศ.นาคะนาท, รวมเรื่องสั้นชุด ปักเป้ากับจุฬา, รวมงานสารคดี เช่น บนถนนของความเป็นหนุ่ม, เถ้าอารมณ์, เสเพลบอยบันทึก

นวนิยายอันเป็นความพยายามที่จะพิสูจน์ว่า นักเขียนผู้ชายก็เขียนนวนิยายได้น่าอานในขณะที่นักเขียนหญิงครองตลาด คือสนิมกรุงเพทฯ ลงพิมพ์ในเดลิเมล์วันจันทร์ ซึ่งมานิต ศรีสาครเป็นบรรณาธิการ และสันต์ เทวรักษ์เป็นที่ปรึกษา ก่อนพิมพ์รวมเล่มโดยสำนักพิมพ์ก้าวหน้า

มาสเตอร์พีชของเขาที่เกิดขึ้นด้วยค่านิยมใหม่ของช่วงนั้น ตามคำบอกเล่าของเขาที่ว่าเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ คือทำความตกลงกันให้นักเขียนส่งเรื่องมาเป็นตอน ๆ เพื่อพิมพ์เป็นเล่มโดยไม่ต้องผ่านสนามนิตยสาร

เขาเล่าว่า "สนิมสร้อยลงพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ก่อนเพียงไม่กี่บท จากนั้นก็เขียนขายไอ้ชิว (สุพล เตชะธาดา ทายาทแห่งผดุงศึกษา) ต้นฉบับทีละบท เบิกเงินทีละตอนถ้าให้เขียนรวดเดียวก็คงเขียนไม่จบ ตอนเขียนเรื่องนี้ไปนอนซ่องกะหรี่แถวบางกะปิ (ย่านถนนสุขุมวิท) อยู่เป็นเดือน"

งานเขียนนวนิยายแบบแปลบ้างเขียนเองบ้างของเขาอีก 2 เล่มคือ คืนรักกับบางลำภูสแควร์ ก็ทยอยเขียนส่งสำนักพิมพ์แบบเดียวกัน แต่เล่มหลังนี้เขียนให้สำหนักพิมพ์ก้าวหน้าของสุเทพ ชูเชื้อ และอีกเล่มคือ พ่อบ้านหนีเที่ยว ก็เขียนให้สำนักพิมพ์เช่นเดียวกัน

จากปี 2503 ถึง 2506 เขามีหนังสือพิมพ์เป็นเล่มปกแข็งนับได้จำนวน 11 เล่ม แล้วเขาก็นิราศจากเมืองไทยไปอเมริกา ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นกว่าสี่ปีครึ่งจึงบินกลับมา

ในช่วงนั้นแม้จะมีงานของเขาปรากฎอยู่ตามนิตยสารต่าง ๆ ทั้งในนามนี้และนามอื่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่มีหนังสือเล่มของเขาพิมพ์ออกมาให้ผู้อ่านได้คลายความคิดถึงกันบ้างเลย

เขากลับมาพร้อมกับพกพาความเป็นบุปผาชนมาด้วยเต็มตัว สำนวนการเขียนก็เปลี่ยนไปจากยุคแรก ลูกเล่นทางภาษาแพรวพราวยิ่งกว่าเดิม ที่พิเศษสุดก็คือ การมีวงเล็บต่อท้ายนามปากกาด้วยคำว่า "หนุ่ม"

เขากลายเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

และตำนานของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์กับเพื่อนหนุ่มก็เริ่มต้นมาจากช่วงนี้

นอกเหนือจากงานประจำที่สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์แล้ว เขายังมีกิจการของตัวเองที่เขาหุ้นกับสำนักพิมพ์ประพันธสาส์น ทำหนังสือรายเดือนมีนามสุกลชุด เฟื่องนคร ซึ่งออกมาได้ 19 เล่ม จากเดือนพฤษภาคม อุไรของปี 2512 ถึงเดืนอพฤศจิการยน ชารี ก็ฆ่าตัวตายในปี 2513 แต่เพื่อนหนุ่มของเขาจำนวนมากมายเดินขึ้นมาบนถนนหนังสือย่างครึกครื้นหลายคนกลายเป็นพี่ใหญ่ของวงการนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ในยุคนี้อาทิ ขรรค์ชัย บุนปาน, สุจิตต์ วงษ์เทศ, เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, เถกิง พันธุ์เถกิงอมร, ประเสริฐ สว่างเกษม (เสียชีวิตแล้ว), ศรีศักดิ์ นพรัตน์ (เสียชีวิตแล้ว), มนัส สัตยารักษ์, ประภัสสร เสวิกุล ฯลฯ

ในด้านงานเขียน เขาหอบหิ้วต้นฉบับใหม่เอี่ยม นวนิยามขนาดสั้น หอมดอกประดวนมาจากอเมริกา เพื่อมอบให้สำนักพิมพ์โอเลี้ยง 5 แก้วของอาจินต์ ปัญจพรรค์ แต่ด้วยเหตุผลอันขัดต่อธรรมจริยาของสำนักพิมพ์ซึ่งบางคนสัพยอกว่า "ห่มจีวร" ต้นฉบับจึงถูกส่งต่อให้กับสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

ขณะเดียวกัน ด้วยพิมพ์ดีดเครื่องเดิมที่เขียนเรื่องเมืองไทยด้วยความคิดถึงเมื่อตอนอยู่อเมริกา ก็เร่งผลิตสารคดีเชิงนวนิยายประจานชีวิตคนไทยในอเมริกา ในชื่อใต้ถุนป่าคอนกรีท คราวนี้สำนักพิมพ์ของอาจินต์ ปัญจพรรค์จัด
พิมพ์เป็นเล่มพิเศษแบบเปเปอร์แบคต่างกว่าทุกเล่ม ด้วยยอดพิมพ์ชั้นต้น 15,000 เล่ม รับค่าลิขสิทธิ์ครั้งแรก 15,000 บาท ประวัติการใช้เงินจำนวนนี้ของเขาคือ 5,000 บาที่สองเก็บไว้สำหรับเพื่อนฝูงหยิบยืมในยามจำเป็นและอีก 5,000 บาท สำหรับเตร็ดเตร่ดื่มกินเพื่อทำความรู้จักกับกรุงเทพฯ หลังจากที่ห่างเหินไปนาน

ใต้ถุนป่าคอนกรีทขายดีมาก จนอาจินต์ต้องพิมพ์ซ้ำอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3,000 เล่ม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องสุดขีดของเขา งานเขียนที่พิมพ์ในช่วงนี้ส่วนมากเป็นหนังสือปกอ่อน ทุกเล่มได้รับการต้อนรับอย่างอื้อฉาวจากผู้อ่าน
ไม่ว่าจะเป็น ใต้ถุนป่าคอนกรีท ทั้ง 4 เล่ม 3 ขบวน หรือสารคดีกึ่งนิยายเก็บเกี่ยวจากอเมริกา เช่น หลงกลิ่นกัญชา, อเมริกันตาย, นิราศดิบ, ดอกไม้ดอลล่าร์

และงานรำพึงรำพันในนามของ 'ลำพู' ที่เขียนส่งมาจากแอลเอ. ก็ได้รับการรวมพิมพ์เป็นเล่ม เช่นเสเพลบอยชาวไร่, ผู้มียี่เกในหัวใจ, หัวใจที่มีตีน, ไอแมลงวันที่รัก

ช่วงนี้นเขาเขียนคอลัมพน์ประจำในเดลินิวส์ฉบับวันพุธ ยุคที่สนิท เอกชัยเป็นกัปตันและเขียนเรื่องสั้นในไทยรัฐ ฉบับสารพัดสี-วันอาทิตย์เป็นครั้งคราว มีผลลัพธ์เป็นหนังสือปกอ่อน 2 เล่ม คือ ปีนตลิ่ง และกรุงเทพฯรจนา

อีกสนามที่เขามีความผูกพันฉันท์เพื่อนต่อกันอย่างล้ำลึกและยาวนาน คือสนามฟ้าเมืองไทยของอาจินต์ ซึ่งเขาประเดิมด้วย "ใต้ถุนป่าคอนกรีท ขบวน 2' แล้วสลับด้วยคอลัมน์ '00.00น.' จากนั้นจึงต่อด้วยขบวน 3 และขบวนจบ

ลุล่วงจนถึงปี 2515 เขาผันตัวเองจากอาคาร 6 ถนนราชดำเนิน มาเป็นนักเขียนอิสระอยู่กับบ้านโคนต้นไม้ริมคลอง นนทบุรี ชีวิตการทำงานของเขาช่วงนี้ถูกบันทึกไว้โดยตัวเขาเองใน พูดกับบ้าน, จากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าอนกรีท ซึ่งเป็นขบวนต่อเนื่องกัน นับตั้งแต่บ้านบางซ่อนเมื่อครั้งเขายังเป็นโสดแต่ไม่สดกระทั่งบ้านริมคลองที่มี "พี่ติ๋ม" มาลี วงษ์สวรรค์ เป็นคู่ชีวิต และมี "บักหำน้อย" วงษ์ดำเริง วงษ์สวรรค์ หนุ่มอายุเก้าขวบในขณะนั้น

เขาก็เช่นเดียวกับนักเขียนอาชีพคนอื่น ๆ ที่ต้องทำงานหนักเพื่อแบกรับภาระของครอบครัว รายได้ของนักเขียนไม่เคยเพียงพอกับความแพงของค่าครองชีพและการลงทุนด้านประสบการณ์เพื่อแปรสภาพเป็นงานเขียน เขาจึงต้องเป็นทั้งนักเขียนนวนิยาย นักหนังสือพิมพ์ และคอลัมนิสต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

เขาเขียนนวนิยายอย่าง ผู้ดีน้ำครำ, นักเลงโกเมน, ดลใจภุมริน, นาฑีสุดท้ายทับทิมดง และอีกบางเรื่องลงพิมพ์ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ในนิตยสารจักรวาลของพนมเทียน ขณะเดียวกันก็เขียนรายงานเชิงข่าวให้กับสยามรัฐรายวัน

เป็นที่มาของหนังสือเล่ม ตาคลี น้ำตาลไม่มีเสียงร้องไห้, สัตหีบ ยังไม่มีลาก่อน และต่อมาก็เขียนคอลัมน์ประจำในเสียงปวงชน

งานเขียนยุคปัจจุบันของเขา แม้พลังในตัวหนังสือจะไม่อ่อนล้า แต่รูปแบบการเขียนก็เปลี่ยนไป เสมือนย้อนกลับไปสู่การเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง คือการเขียนคอลัมน์ในรูปแบบของ 'รำพึงรำพัน' กระนั้นความคมคายในการมองปัญหาชีวิตและสังคมก็คมเข้มขึ้นตามวัย เหมือนอย่างที่ลาว คำหอมเคยเอ่ยถึงเข้าไว้ว่า "นักเขียนผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักมองชีวิตที่ชื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตนเห็นยิ่งคนหนึ่ง"

คำกล่าวนี้พิสูจน์ได้จากงานรวมเล่มชุด ครูสีดา และขุนนางป่า

งานเขียน 3 ขบวนที่ไม่ใช่ใต้ถุนป่าคอนกรีท หากแต่เป็นจากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าคอนกรีท ขบวน 1 พูดกับบ้าน ขบวน 2 และขุนนางป่า ขบวนสุดท้าย ทั้ง 3 ขบวนนี้มีบางอย่างเกี่ยวเนื่องกัน และเกี่ยวเนื่องกับความเป็นชีวิตและงานเขียนของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ที่น่าใคร่ครวญ เพื่อการเรียนรู้สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน ซึ่งส่วนนี้อยู่นอกเหนือจากการอ่านเพื่อสาระและความเพลิดเพลินตามเป้าหมายการทำงานปกติของนักเขียนคนนี้ ซึ่งเขายึดถือเสมอมาว่า "การบำเรอผู้อ่านคือเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน"

ต้นเดือนมกราคม 2518 'รงค์ วงษ์สวรรค์เริ่มต้นคอลัมน์ประจำชุดใหม่ของเขาในนิตยสารฟ้าเมืองไทย ชื่อ ''รงค์ วงษ์สวรรค์ 518' ตามตัวเลขเลขท้ายของปี พ.ศ.นั้น ซึ่งเขาบอกว่าต่างจาก ''รงค์ วงษ์สวรรค์ 28' เพราะ "ข้าพเจ้า 28 เป็นการเดินทางจากมดลูกขอแม่ออกมาพบกับโลกด้วยความแข็งโดก ขนความเศร้า เหยียบบนความรื่นเริง และนอนลงบนความร่าน เหน็ดเหนื่อยและพักผ่อน เพื่อจะเดินทางต่อไปบนความสงสัยของชีวิต เพื่อค้นหาคำตอบ ข้าพเจ้าชอบความเป็นหนุ่ม 28 ด้วยความจริงใจ"

และเป็นการค้นหาคำตอบของคำถามที่ว่า งานเขียนหนังสือจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้ไหม? หาข้อสรุปจากความจัดเจนในการทำงานเขียนมายาวนานกว่าค่อนชีวิตของเขาว่า "มันเป็นความจริงของนักเขียนในประเทศที่ซึ่งงานทางศิลปะได้รับการประเมินราคาไว้ต่ำ ศิลปินแขนงอื่นก็คงไม่แตกต่างกันนักในอัตราแห่งความระทมขมขื่น ข้าพเจ้าทำงานอย่างจริงจัง แต่สะเพร่ากับชีวิต มันค่อนข้างอันตรายกับอาชีพซึ่งไม่มีหลักประกันความมั่นคง บำเหน็จที่จะได้รับอย่างเดียว คือบางอย่างซึ่งเรียกมันว่า 'ความสุข'"

โดยสถานการณ์ของเวลา การทำงานของเขาเป็นเสมือนไทม์เมชีน ย้อนจากต้นปี 2518 กลับไปสู่อดีตเท่าที่ความทรงจำของเขาจะอำนวยให้ ควบคู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันของพ.ศ.นั้น เล่าถึงการก่อสร้างรังนอน เพื่อเป็นหลักแหล่งและความเป็นพ่อนกแห่งครอบครัว ที่บ้านโคนต้นไม้ริมคลอง ละแวกตำบลท่าทราย นนทบุรี ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงผืนดินรกร้างเพื่อนหนุ่มหลายคนของเขาซึ่งกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้นัดชุมนุมกันที่นั่น บางคนเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักร้อง ศิลปิน

งานชุดนี้ของเขาจึงเป็นทั้งเบื้องหลังงานเขียน และตำราการประพันธ์ฉบับพิสดารที่มีของจริงเป็นตัวเปรียบเทียบ แล้วแต่ว่าใครจะหยิบยกเอาแง่มุมใดมาศึกษา แต่ตัวเขาเองเรียกมันว่า "งานเขียนที่ยังไม่มีคำจำกัดความ" เป็นเรื่องราวของการเขียนแบบถวิลถึง

ผู้อ่านได้รับรู้เบื้องหลังการทำงานหลายชิ้นของเขา เริ่มจากพ่อบ้านหนีเที่ยว ซึ่งเขียนเพื่อหาเงินค่าตั๋วเครื่องบินไปอเมริกาเมื่อปี 2505 จนถึงคำถามและคำตอบเกี่ยวกับงานเขียนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายร้อยประโยค และเรื่องสั้นบางเรื่องซึ่งเขียนขณะใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ใต้ถุนป่าคอนกรีท แล้ววูบความคิดนั้นก็ถูกปรุงใหม่เป็นนวนิยายในเวลาต่อมา

นอกเหนือจากนั้น ผู้อ่านยังได้รับรู้ถึงอุปนิสัยการทำงานบางด้านของเขาด้วย ว่าความเป็นนักเขียนแบบ 'รงค์ วงษ์สวรรค์นั้น กว่าตัวหนังสือแต่ละประโยคของเขาจะหลุดออกมาจากก้อนสมองเพื่อบำเรอผู้อ่าน มันช่างเต็มไปด้วยความยุ่งยาก

เขาพูดถึงวิธีการทำงาของตัวเองว่า "ข้าพเจ้าทำงานช้าและยุ่งยาก เขียนดินสอก่อนขีดฆ่า ลบทิ้ง หรือฉีกทิ้ง ไขว้เขวในความคิดมันเป็นเหตุการณ์ปกติถ้าตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อเปลี่ยนบางประโยค มันโดนแก้อีกหลายหนเพื่อบางคนเย้ยหยันว่า ทำไมมึงไม่เอา (ต้นร่าง) ไปฝากเซฟธนาคารไว้ก่อน แล้วไปเที่ยวปารีสสักสองเดือน ค่อยกลับมาแก้ให้เป็นต้นฉบับสมบูรณ์"

สาเหตุที่มาของงานเขียนชุดนี้เพราะว่า "ผมอยากเขียนถึงตัวเองไว้บ้าง ถึงอย่างไรมันก็ไม่คลาดเคลื่อนจากความจริงโดยการเขียนของผู้อื่น หลังจาก... ใช่ พรุ่งนี้ผมอาจฆ่าตัวตาย!"

ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายนของปี 2525 เขาเริ่มงานเขียนอีกขบวนในสนามเดียวกัน ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่าเป็นเรื่องราวในทำนองเดียวกันและเกี่ยวเนื่องกัน คือพูดกับบ้าน

เขาปรารภในการเริ่มต้นว่า "ผม- ผมไม่เคยใช้สรรพนามนี้มาก่อนในงานเขียน และบรรณาธิการไม่ระบุว่าควรเขียนอะไรบ้าง ผมครุ่นคิดในอุณหภูมร้อนคลั่งของเดือนพฤษภาคมหลายวัน หลายคำถาม ผมพบคำตอบว่าทำไมไม่พูดกับบ้าน ผม-บนถนนนานและไกลของชีวิต-เคยพูดกับคนมากมายหลายระดับในสังคม... ผมเคยพูดกับใครมาแล้วเกือบทั้งนั้น โดยหลายสรรพนามแตกต่างกัน แต่ยังไม่เคยพูดกับบ้าน"

ในงานเขียนขบวนนี้เสมือนการย้อนไปสู่ความตั้งใจเดิมที่เคยแสดงความปรารถนาไว้ตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเขาเคยบอกว่า สิ่งที่อยากเขียนถึงเป็นที่สุด คือนวนิยายชีวิตและการำงานบนอาคาร 6 ถนนราชดำเนิน

ซึ่งเขาได้เขียนไว้แล้วในงานขบวนนี้ แม้จะไม่ใช่รูปแบบนวนิยาย แต่ก็เป็นแบบถวิลหาความหลัง จากชีวิตวัยรุ่นสู่การเริ่มต้นบนถนนช่างภาพและนักเขียน บรรยากาศของบ้านที่บางซ่อน ชีวิตของผู้อาวุโสในแวดวงน้ำหมึก ซึ่งเขามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องรับรู้ และเข้ามามีส่วนในการอุ้มชูในเบื้องต้นแห่งการเป็นนักเขียนของเขา ทั้งบรรณาธิการสายตาสั้นที่สุดในโลก คุณชายเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่เขาสังกัด ผู้คนในแวดวงละครเวทียุคอดีต เพื่อนร่วมงานทั้งคนที่เขารักชอบและไม่ชอบ และที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรยากาศของร้านเหล้าในกรุงเทพฯ ของ พ.ศ.นั้น รวมทั้งผู้หญิงที่เคยเป็นของเขาและเขาเป็นของหล่อน

หากจะเรียกว่าเป็นงานเขียนเชิงอัตชีวประวัติเขาอาจปฏิเสธ แม้โดยความเป็นจริงนั้นยากที่จะเรียกเป็นอื่น หากแต่ไม่ได้เป็นเพียงชีวประวัติของคนคนหนึ่งเท่านั้น หากเป็นบันทึกปรากฎการณ์ของสังคมไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งไว้ด้วย

เขาจบบทสุดท้ายของ พูดกับบ้านในเดือนสิงหาคม 2526 และวางเป้าหมายสำหรับงานเขียนทำนองนี้ไว้ในอนาคตว่า "ขบวน 3 บ้านบนภูเขา บ้านดง-โป่งแยง-แม่ริม-บนเลี้ยวถนนสู่อำเภอสะเมิง บ้านและอารมณ์โรแมนติกของสู่อำเภอสะเมิง บ้านและอารมณ์โรแมนติกของป่า ลำธารและก้อนหิน นกและดอกเล็บมือนาง น้ำค้างและไฟ ผมคงเหน็ดเหนื่อยอย่างมีความสุขกับบ้านหนังนี้เป็นสุท้าย วันปลายสัปดาห์ ผมเตรียมเดินทางโดยรถยนต์กับเหล็กฉาก ลูกดิ่งและระดับหยดน้ำ เลื่อนลันดา เลื่อยอก มีด ขวาน ค้อน ตะปู เชือก และแบบที่เขียนไว้ แล้วบนอากาศ"

หลังจากฟ้าเมืองไทยปิดตัวเองลง ผู้อ่านก็พบเขาเป็นประจำในมติชนสุดสัปดาห์ ในท่วงทำนองของ'รำพึงรำพัน' ที่เคยโงดังในอดีตในรูปแบบของความคิดที่สุขุมลุ่มลึกตามวัยของความเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งแห่งวงการเดือนกรกฎาคม 2529 เขาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอาจินต์ ปัญจพรรค์ บอกว่า "รอเวลาไม่นาน ถ้าสามาถเรียบเรียงเหตุการณ์ได้อย่างเป็นโครงสร้างแน่นหนาของความคิด เราคงเขียนพูดกับตูบ นับเนื่องเป็นขบวนถัดมาของพูดกับบ้าน"

จากนั้นอีกไม่นาน ตัวละครแห่งชีวิตของป่าและบ้านบนดอยของเขา ก็เรียงหน้ากันมาแสดงบทบาทบนหน้ากระดาษของมติชนสุดสัปดาห์ จากสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ทั้งบุนนางป่าและเสนาเมืองต่างยกขบวนกันมามากมายและมาชุมนุมกันพร้อมหน้าเมื่อรวมพิมพ์เป็นเล่มในชื่อ ขุนนางปี่ บุนนางแห่งชีวิตภายในบ้านและรอบบ้านอันเป็นรังนอนสุดท้ายของชีวิต ตามที่เขาวางเจตนาไว้อย่างนั้น...

สมรม สทิงพระ (ตัดทอนจากงานเขียน 2 ขบวน 'บันทึกจากก้นครัวของโคนต้นไม้ริมคลอง' และ 'จากพูดกับบ้านถึงพูดกับตูบ' รวมเล่ม เส้นทางนักเขียน สนพ.ไรเตอร์, สิงหาคม 2537
--------------
นี่คือ บางช่วงบางตอนของความคิดเขา....


“ผมคิดว่า ผมอยู่กรุงเทพนานแล้ว อยู่มาตั้งแต่อายุประมาณ 7-8 ขวบ อยู่นานๆ คิดว่ามันอาจจะทำให้เราคับแคบนะ (เพราะ)ไดเมนชั่นของกรุงเทพฯ มันอาจจะยาวขึ้น สูงขึ้น ลึกลง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่ายิ่งเราอยู่นานๆ นี่ มิติของกรุงเทพฯ มันจะทำให้เราแคบ สถานการณ์แคบ ความคิดแคบ เพราะฉะนั้นเราควรถอยหลังออกมาห่างๆ แล้วมองเข้าไปในองศาที่กว้างกว่า”

“(กรุงเทพฯ)พอเราถอยมามองห่างๆ เราจะเห็น(มัน)ชัดเจน บางครั้งเราอยู่ใกล้เกินไป เรามองไม่เห็น...”

“เพราะมันเต็มไปด้วยฝ้า เต็มไปด้วยหมอก เต็มไปด้วยม่าน เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ภาพลวงตาต่างๆ...”

“พอผมมาอยู่ชนบท ผมมองเห็นเมล็ดข้าวในจานของชาวนา ผมมองเห็นอ้อยที่มันผอมๆ ในมือของชาวสวน ผมมองเห็นวัวที่มันกำลังจะล้มตายกลางอากาศที่แห้งแล้ง .... มันชัดกว่าเจนกว่าที่ผมเคยมองผ่านม่านออกมาจากกรุงเทพฯ”

“แต่ผมก็จะต้องเหลียวกลับไปมองกรุงเทพฯ เสมอ และขณะเดียวกันที่ภาพของกรุงเทพฯ ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น”

ถึงประโยคนี้เองที่ผู้เขียนเข้าใจความคิดของ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ได้ดียิ่งขึ้น เราได้เห็นวรรณกรรมหลายๆ เรื่องที่สะท้อนชีวิตที่มีสีสันของคนใน “ป่าคอนกรีต”ได้ดี ราวกับภาพที่ฉาบอยู่บนเงาสะท้อนของบึงน้ำในป่าใหญ่นั่นเอง...

“ไอ้การเป็นนักเขียนนี่มันไม่ง่าย... จริงอยู่ผมต้องผูกพันตัวเองกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้บ้างฉบับนั้นบ้าง บางฉบับก็อาจจะรับเงินเดือน ..... แต่ผมก็ต้องสร้างความผูกพันให้เป็นงานที่ยั่งยืนถาวร หมายความว่า เราต้องรักษาคุณภาพในงานเขียนให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่บรรณาธิการและผู้อ่านจะต้องพอใจที่จะอ่าน...”

“ประมาณเดือนพฤศจิกา-ธันวา ผมจะมาทบทวนว่า ปีที่ผ่านมานี่ผมทำอะไรไปบ้าง แล้วปีต่อไปผมจะทำอะไรบ้าง...”

“แล้วก็คำนาณรายได้ว่าจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้ไหม เพราะฉะนั้น(จึง)ไม่ใช่งานที่สบายนะ เป็นงานหนัก ผมมักจะคิดอย่างนี้ทุกปี ..ถึงมีชีวิตอยู่ได้”

“มันมีนะ(ปัญหา) มีหลายๆ ครั้งในชีวิตนักเขียนที่เราจะพบว่า ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวอยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรสักอย่างในบ้าน ... ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตัว บางทีก็ขายหมด ขายกิน จำนำกิน จะไม่ขายก็แต่พิมพ์ดีดเท่านั้น ผมขายไม่ได้แล้วก็ไม่ขายมือ ไม่ตัดนิ้วขาย...”

“อาจจะมีความรู้สึกอย่างนี้(ท้อแท้) สักห้านาทีมั้ง แล้วเดี๋ยวพอนั่งโต๊ะทำงานทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ”

“ผู้หญิงที่คุณคิดว่าสวยๆ นี่ พอเปิดออกมาแล้วอาจจะผิดคาดก็ได้นะ รายได้ของนักเขียนมันค่อนข้างจะไม่แน่นอน ผมไม่ใช่นักเขียนประเภทมันนี่เมคเกอร์ ไม่ใช่นักเขียนที่ทำเงินอันมากมายมหาศาล”

“โดยฐานะส่วนตัวนี่ไม่มีอะไรเลย ไม่ได้มีทรัพย์สินมรดกอะไรทั้งนั้น แล้วเรื่องของผมก็ไม่ถูกซื้อไปทำเป็นบทโทรทัศน์ หรือทำเป็นภาพยนตร์”

ความข้างต้นทำให้เราได้เห็นถึงความอัตคัตในชีวิตของ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ซึ่งได้สะท้อนคราบไคลของชีวิตคนที่ทำมาหากิน กลิ่นสาบเหงื่อที่ชะโลมร่างกายกับควันบุหรี่ที่ติดตัวมากับตัวละครแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดๆ ก็ล้วนเป็นชีวิตที่‘รงค์ วงษ์สวรรค์ล้วนได้คลุกคลีด้วยมาเป็นอย่างดี

“ผมอยู่ที่นี่ (ถนนเชียงราย-แม่สาย จ.เชียงราย) อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียค่าซักเสื้อนอก เดือนหนึ่งก็หลายร้อยบาท ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันรถที่จะต้องไปปรากฏตัวในงานสังคมต่างๆ อีกมากมาย ผมอยู่ที่นี่ผมนุ่งกางเกงยีนตัว นุ่งเตี่ยวสะดอตัวหนึ่ง ผมก็ไปไหนมาไหนได้ ... ชีวิตผมไม่ได้สบายอย่างที่ทุกคนคิดเลย แต่ผมเป็นคนที่ไม่ตัดพ้อ.....”

“ผมเป็นคนทำงานที่มีระบบอยู่บ้าง อย่างข่าวแปลกๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์ผมก็จะตัดเอาไว้ หรือเหตุการณ์แปลกๆ ผมก็จะบันทึกเอาไว้ หรือความโหดร้ายของสงคราม เสียงสบถของนักบิน บี. 52 ที่ทิ้งระเบิดพลาดเป้าหมายในสงครามเวียดนามที่คนหนังสือพิมพ์เขารายงาน เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการเขียน.... หรืออย่างข่าวการฆ่าโหดโสเภณีอย่างโหดร้ายที่สุด... ผมก็จะเก็บเอาไว้”

“เศรษฐีไปฉลองวันเกิดกันที่ไหน ใช้ขนมเค้กหนักกี่หมื่นปอนด์ หรือเศรษฐีเช็ดน้ำตาให้เมียด้วยเพชรกี่หมื่นกะรัต ผมก็จะเก็บเอาไว้ เพราะเรื่องเหล่านี้คุณเนรมิตขึ้นมาด้วยความคิดคุณเองไม่ได้....”

“ผมยังรู้ว่าในกรุงเทพฯ มีอะไรเกิดขึ้นในปิ่นโตของคนกวาดถนน ถึงโถส้วมขลิบทองของแม่ยาย...”

“ผมมีเค้าโครงเรื่องที่จะเขียนแยะ ... คิดว่าใช้จนตายก็ยังไม่หมด”

“ผมไม่อ่านหนังสือหลายเล่มของนักเขียนระดับโลกหลายคน สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ ผมกลัวจะไปลอกแบบคนอื่น”

“ผมชอบอ่านหนังสืออัตชีวประวัติของบุคคลหรือหนังสือศาสนาเปรียบเทียบอะไรพวกนี้...”

“หนังสือที่ผมอ่านกับที่ผมเขียน คนละอย่างกัน”

กับงานเขียนตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาถามถึงเรื่องราวใน “สนิมสร้อย”ที่ฉาวได้ดีที่สุดนั้น....

“เราจะต้องเขียนเขียนเฉพาะสิ่งที่เรารู้จักจริงๆ ไม่ใช่ไปนึกฝันอา ทุกอย่างมันควรจะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะเขียนอะไรผมจะต้องรู้จริงถึงรากเหง้า”

“ผมกล้าพูดได้เลยว่า งานทุกชิ้นไม่ว่าสถานการณ์อย่างไร ผมจะต้องบอกตัวเองว่าดีแล้ว ผมถึงจะส่งไปถึงมือบรรณาธิการ”

“ผมเป็นคนที่มีความรู้พื้นฐานทางภาษาไทยน้อย... เมื่อผมผ่านมาถึงจุดนั้น ผมก็พยายามเขียนจากความรู้สึก...เรารู้สึกอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น มันก็ทำให้เกิดหาถ้อยคำออกมาว่า จะทำอย่างไรที่ผู้อ่านจะรับได้เร็วที่สุด ...”

“ผมคิดว่า ถ้าผมจะเขียนหนังสือก็ไม่ควรไปเขียนให้เหมือนคนโน้นคนนี้ ในวรรณคดีเล่มโน้นเล่มนี้ ซึ่งเป็นตำราที่สอนกันมาว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุด และโดนบังคับให้อ่าน”

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีชีวิต เมื่อเป็นภาษาที่มีชีวิตก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ภาษาที่จะต้องทำให้มีชีวิต”

“ภาษาต้องมีความเคลื่อนไหวและสีสัน”

เมื่อต้องพูดถึงเพศหญิงและให้ชมว่าผู้หญิงคนนั้นสวย‘รงค์ วงษ์สวรรค์ก็ใช้ภาษาอย่างคนที่รุ่มรวยภาษาและอารมณ์ว่า “เหตุผลที่ชายดื้อรั้นที่สุดคนนี้ยอมจำนนแก่หล่อนก็เพราะรอยลักยิ้มบนแก้มตะโพก”...

“มันสามารถจูงความคิดความรู้สึกของคุณไปได้อีกตั้งมาก”

ใครที่ชื่นชอบงานเขียนของ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ สมัยนี้ยังหาอ่านได้ไม่ยาก โลกวรรณกรรมเราได้สูญสิ้นนักเขียนมือทองไปอีกคน ที่ยังมีอยู่ก็ต้องดิ้นรนหา “วรรคทอง”ให้แก่ชีวิตตนเองกันต่อไป

โลกหนังสือและวรรณกรรมกว้างขึ้นแต่ก็แคบลงด้วยจิตใจมนุษย์ที่บีบตัวเองให้แคบลง เพราะ.........?

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ทดลองเปิดม่าน..ยล"วิว"and"มุม"ของ"คนข่าว"

วันนี้(๑๐ก.ย.๕๓)หลังจากนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา และปิดสติ๊กเกอร์โลโก้ และป้าย KHUNLUNG COFFEE และจัดพื้นที่ในเบื้องต้นในแต่ละมุม ก็ถึงเวลา ทดลองเปิดม่าน..ยล"วิว"and"มุม"ของ"คนข่าว" บรรยากาศภายนอกมีคนจอดรถดูกันหลายคนทั้งคนนอกและคนในออฟฟิศ..ส่วน"วิว"และ"มุม"จะถูกใจ"คนข่าว"จนถึงขั้นต้องลองมานั่งหลังเปิด"สภากาแฟคนข่าว"แล้วหรือไม่อย่างไร ลองชมภาพกัน..
เปิดม่านสภากาแฟคนข่าวฯให้ยลชม..
<><>
<>
นายแบบกิตตมศักดิ์กับ"มุมระเบียง"
ตอนท้ายเพื่อให้เข้าบรรยากาศภาพ..ขอคัดลอกบทกวีของ"ปรางค์ทอง"..ว่าด้วย"มุมกาแฟ"มาเพิ่มอรรถรส


มุมกาแฟ : ร้านหนังสือ



เคลื่อนไหวอยู่นอกกระจก-ในอกเรา

ลมยังเย้าใบไม้โยกส่ายไหว

ขับบทเพลงพริ้งเพราะเสนาะไกล

เกาะกิ่งอยู่ใกล้ ใกล้-ใครได้ยิน



-หนึ่ง-

อีกรอบ-เพลงม้วนเก่าเรารับฟัง

วนกลับมาอีกครั้งไม่จบสิ้น

เป็นเพลงใหม่ใหม่ไม่คุ้นชิน

เราหลงบางกลิ่นไอในมุมกาแฟ



บางคำถามคนกันเอง “เพลงเพราะหรือ”

เราตอบ “อือ” ก้มหน้า...ทว่าแค่-

เฉพาะบางเงื่อนไข-ไอเย็นแอร์

นอกนั้นแล้วแต่ชอบรักพนักงาน



เราเพียงผู้เดินร้อนมาหย่อนเย็น

บาทวิถีลำเค็ญยากเร้นผ่าน

โต๊ะแต่ละตัวต่างไม่ว่างนาน

เราเองก็เกียจคร้านกับการยืน



หลายครั้งเลือกคนนั่งได้ดั่งใจ

บางวันที่ผ่านไป...ใช่เราฝืน

คนบางคนคำบางคำเรากล้ำกลืน

กับประเด็นพื้นพื้นพร้อมสนทนา



กับประเด็นพื้นพื้นเพลงจะเพราะ

นิ้วมือเคาะรับจังหวะกระดิกขา

เห็นบางคนเยื้องกรายเราปรายตา

ชัดมากกว่าทุกวันที่หันมอง



โต๊ะว่าง-แต่ประหลาดไม่อาจนั่ง

ของวางตั้งส่อเค้ามีเจ้าของ

เรามาเพื่อสลับกันจับจอง

แต่จำต้องละวางเป็นบางครั้ง



-สอง-

พนักงานคงนึกไป “เมื่อไหร่จะลุก”

ส่งสายตารุกเข้าใส่เร้าให้สั่ง

“คืนกำไรคนขายพอได้ตังค์

จะนั่งต่อนานเท่าไหร่ไม่ว่ากัน”



ต่อหนังสือบางเล่มเราเล็มลึก

ซ่านเต็มความรู้สึกในนึกฝัน

บางเล่มบอกเล่าอย่างเท่าทัน

เพียงประโยคสั้นสั้น-เราบรรลุ !



บางเล่มบางบางเรากางอ่าน

มีงานที่งามง่ายคล้ายไฮกุ

หากแต่มีอำนาจเอื้อเชื้อปะทุ

ให้ไฟฟืนไม้ผุได้คุโชน



บางเล่มหยิบจับแต่กลับวาง

หนัก-อย่างชั้นนั้นจะบั่นโค่น

บางเล่มในซอกลึกคงนึกตะโกน

“ได้โปรดเถิดช่วยโอนการถือครอง”



-สาม-

โต๊ะตัวข้างข้างว่างอีกแล้ว

กาแฟเย็นในแก้วไม่ทันพร่อง

นัดแรก-คงเขินอายสายตามอง

จดจดจ้องจ้องจีบ-รีบเช็คบิล



คนมาใหม่มีตำรามาเต็มหอบ

กวาดสายตาโดยรอบก่อนตัดสิน

นั่งแล้วสั่งแค่กาแฟร้อนกิน

เริ่มพึมพำพอได้ยิน-ท่องมาตรา



เธองำงึมพึมพำอย่างคร่ำเคร่ง

แต่อีกโต๊ะโฉงเฉงเสียงดังกว่า

เธอเงยและปรามปรายโดยสายตา

แต่ทว่า...เสียงทั้งหมดไม่ลดละ



เขาว่า-“มาชุมนุมที่มุมกาแฟ


เพียงแค่สนทนาสารัตถะ


นัดพบเพื่อสะสางบางภาระ


ก่อนที่แสงตะวันจะวาย”



เธอว่า-“ที่นี่เป็นร้านหนังสือ

และอาจคือห้องสมุดโดยความหมาย

และเงียบต้องปกโปรยโดยปริยาย...”

ข้อยุติทั้งหลายคล้ายคลุมเครือ



แหละนั่นเหมือนติดตันต่อคำตอบ

แต่ข้าพเจ้าชมชอบบางความเชื่อ

เราอาจหาจุดสมดุลร่วมจุนเจือ

ข้อถกเถียงที่เหลือในเนื้อใจ



บางเล่ม,บางคน,บางบทสนทนา

โต้ตอบตลอดเวลา-ใช่,ไม่ใช่

จมลงสู่ห้วงภวังค์ลึก-ข้างใน

ข้างนอก-ฝนตกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้...



นกกระจอกนอกกระจกวกไปกลับ

กระโดดเต้นสลับจับกิ่ง,กู่-

บางเพลง,หากรู้ฟังยังพรั่งพรู

เรานั่งอยู่ภายใน-ไม่ได้ยิน.



มุมกาแฟร้านนายอินทร์ รามคำแหง, 2540


พิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์


โดยปรางค์ทอง