ข่าวประชาสัมพันธ์

@สวัสดีมิตรรักแฟนกาแฟคนข่าวต้องขออภัยที่เงียบหายไป...แต่นับจากนี้จะเคลื่อนไหวมากขึ้นครับ..@@แนะนำ"มือชงคนใหม่"น้องมาม่า"มาประจำการ"สภากาแฟคนข่าว"แทน"น้องนุ่น"..ทุนท่านสามารถติชมการบริการทั้งการชงรสชาด การบริการของพนักงานของเราได้ ผ่านทางอีเมล์Khunlungcoffee@gmail.com หรือในหน้าเพสเฟสบุ๊ค Khunlung Coffee เพื่อเราจะนำไปปรับปรุงต่อไปครับ..

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

20ก.ย.วันพระราชสมภพร.5-นสพ.ไทยยุคเก่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ [1] และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า [2]

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว

นสพ.ฝรั่งเศสตีพิมพ์ภาพร.5กับพระเจ้าซาร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา [5]

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ

หนังสือพิมพ์ลา เปอตี เรอวู (La Petite Revue) ขึ้นปกรัชกาลที่ 5 และพระราชโอรส เมื่อคราวเสด็จถึงกรุงปารีส พ.ศ. 2440
การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง
เนื้อหา คือ ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม

หนังสือพิมพ์ลิลลุสตราซิอง (L'Illustration) ของฝรั่งเศส ลงข่าวรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ โรงพยาบาลทหารทุพพลภาพ เลส์ แซงวาลิด ที่กรุงปารีส โดยในภาพเป็นภาพขณะทรงตรวจแถวทหารเกียรติยศผู้ชราภาพ

ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)

ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร

และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450

 การเสียดินแดนให้อังกฤษ
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 (นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี
-----------
เส้นทางชีวิตหนังสือพิมพ์ไทย จากวันนั้น... จวบจนวันนี้
.......
     คนไทยได้เริ่มเห็นหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันชื่อ แดน บี บรัดเลย์ ( Dan B. Bradley) ได้ริเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกชื่อ จดหมายเหตุบางกอก ( Bangkok Recorder)
นสพ.ฉบับแรกของประเทศไทย

     วัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย แต่ได้ออกเผยแพร่เพียงไม่กี่ฉบับก็ต้องหยุดพิมพ์ไปเป็นระยะเวลานาน  จนกระทั่งล่วงมาในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มออกหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในชื่อเดิมคือ Bangkok Recorder ออกเป็นรายปักษ์ภาษอังกฤษ และ Siamese Recorder ออกเป็นภาษาไทยรายเดือน
      หนังสือพิมพ์ยุคเริ่มแรกคงเป็นของใหม่มากในสังคมไทย คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านทางหนังสือพิมพ์ การเสนอข่าวสานความคิดเห็นค่อนข้างเป็นอิสระ กอรปกับผู้ริเริ่มการหนังสือพิมพ์เป็นชนชาติอเมริกันที่มีความเคยชินกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย และเล็งเห็นความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกทางสื่อมวลชนด้วยอีกโสตหนึ่ง
       เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับจึงค่อนข้างจะเป็นไปอย่างเสรี จนอาจจัดอยู่ในระดับก้าวร้าวหรือก้าวหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมประเพณีของสังคมไทยในยุคนั้น
       กิจการหนังสือพิมพ์ช่วงต่อเนื่องปลายรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 หนังสือพิมพ์ยังนิยมจำกัดในแวดวงเจ้านายชั้นสูง ผู้ได้รับการศึกษาจากตะวันตก และกลุ่มผู้บริหารประเทศ ต่อมาความสนใจได้ขยายไปในหมู่สามัญชนที่มีการศึกษาและสนใจในกิจการบ้านเมืองมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนหนังสือพิมพ์และวารสารที่แตกแขนงออกไปอีกหลายฉบับ อาทิ  หนังสือพิมพ์ดรุโณวาท หนังสือพิมพ์คอต ข่าวราชการ หนังสือพิมพ์สยามประเทศ
       ในช่วงกลางถึงปลายรัชกาลที่ 5 หนังสือพิมพ์ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวางไปสู่ชนชั้นกลางและได้เกิดสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือเฉพาะด้านหลายฉบับ เช่น วารสารธรรมศาสตร์วินิจฉัย ธรรมศาสตร์สมัย จดหมายเหตุแสงอรุณ ยุทธโกษ และธรรมจักร เป็นต้น ส่วนหนังสือพิมพ์ก็มี Siam Free Press, Bangkok Time Siam Observer และสาราราษฎร์รายวัน
       ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคสมัยที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ทำให้เกิดความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกุศโลบายเพื่อให้ปลอดภัยจากการครอบครองของมหาอำนาจตะวันตก ต้องใช้ช่องทางสื่อข่าวสารอื่นๆ
       นอกจากการสื่อสารด้วยคำพูดด้วยคำพูดหรือหรือประกาศในการสร้างความรู้ความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง หนังสือพิมพ์จึงได้รับการพัฒนาเป็นสื่อที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายปกครอง ทั้งในการตอบโต้กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเป็นเครื่องมือสร้างสร้างความร่วมมือจากประชาชนด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม
      แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นของการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้ปกครองก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์เริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น มีบทบาททำหน้าที่ในลักษณะตามสภาพสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมที่ยังไม่เอื้อให้หนังสือพิมพ์สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่เท่าเทียมกับแนวคิดของหนังสือพิมพ์ตะวันตกอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็สามารถถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือพิมพ์ไทยที่ได้เริ่มก้าวเข้าผูกพันกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองตั้งแต่นั้นมา
          กิจการหนังสือพิมพ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วด้วยองค์ปรกอบหลายประการ ประการสำคัญคือ เป็นช่วงต่อของการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการเมืองทั้งภายนอกและภายในประเทศที่สืบเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 5
        ทำให้ประชาชนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์บ้านเมือง อยากทราบความเป็นไปรอบตัวมากขึ้น จึงให้ความสนใจต่อหนังสือพิมพ์ในฐานะสื่อมวลชนชนิดเดียวในเวลานั้น
         กอรปกับหนังสือพิมพ์เริ่มมีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง การทำงานของขุนนางหัวเก่าทั้งหลาย ตลอดจนเรื่องส่วนตัวอย่างกว้างขวาง สร้างบรรยากาศของการวิพากษ์วิจารณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์อย่างคึกคัก
        นักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในยุคนี้เห็นจะได้แก่ ก.ศ.ร. กุหลาบ และ ต.ว.ส. วัณณาโภ หรือ เทียนวรรณ ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีความคิดก้าวหน้ามากสำหรับยุคนั้น ที่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และกล้าคัดค้านในสิ่งที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะต้องคัดค้านด้วยเหตุและผลกับชนชั้นปกครองผู้มีอำนาจก็ตาม
      อย่างไรก็ดี ความรุ่งเรืองของหนังสือพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 กอรปกับการให้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ก็เป็นเหตุให้นักหนังสือพิมพ์บางคน หนังสือพิมพ์บางฉบับใช้เสรีภาพอย่างเพลิดเพลินจนเกินขอบเขตอันเหมาะสมเกินกว่าที่จะรับได้
      การใช้เสรีภาพอย่างเกินขอบเขตนี้เอง ที่ทำให้รัฐบาลสมัยนั้นเห็นความจำเป็นในการกำหนดบทควบคุมความเกินเลยของหนังสือพิมพ์ขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 จึงออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมหนังสือพิมพ์โดยตรงขึ้นเป็นครั้งแรก คือพระราชบัญญัติว่าด้วยสมุด เอกสาร และหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2465
     อย่างไรก็ดี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่าจะได้ตรากฎหมายควบคุมพฤติกรรมของหนังสือพิมพ์ขึ้นแล้วก็ตาม แต่การจัดการกับหนังสือพิมพ์เพื่อให้เป็นไปตรมกฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่เข้มงวดมากนัก นักหนังสือพิมพ์ยังคงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามปกติ แต่จะเน้นไปในทางการจัดตั้งโรงพิมพ์และให้เจ้าของหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการมีความรับผิดชอบในการทำหนังสือพิมพ์มากขึ้น โดยจะใช้วิธีปิดโรงพิมพ์ในกรณีที่สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นมากกว่าจะมุ่งลิดรอนเสรีภาพอย่างเคร่งครัด
     จากที่ได้รับการวางรากฐานการแสดงเสรีภาพทางความคิดผ่านหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 เชื่อมต่อถึงตอนต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 7  หนังสือพิมพ์ยังคงมีเสรีภาพอย่างกว้างขวาง จำนวนสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีแรกของการขึ้นครองราชย์ ( พ.ศ. 2468-2472) มีหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ถึง 121 ฉบับ
     เนื่องจากในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นระยะหัสเลี้ยวหัวต่อของกระแสเหตุการณ์มากมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปิดโอกาสให้หนังสือพิมพ์เข้ามามีบทบาทวิพากษ์วิจารณ์การปกครองมากขึ้น หนังสือพิมพ์ในช่วงนี้มีบทบาทอย่างสำคัญทั้งในฐานะสื่อมวลชน ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมือง เสนอความคิดหลากหลายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอย่างมาก
     กระทั่งเหตุการณ์ถึงจุดสุกงอมจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตามเสียงเรียกร้องที่สะท้อนผ่านทางหนังสือพิมพ์ในที่สุด
     ในขณะเดียวกันก็เป็นเหตุที่ทำให้เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ไทยต้องเสื่อมถอยลงตามลำดับ กล่าวคือ เสรีภาพที่เคยได้รับพระราชทานจากองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับต้องถดถอยลงด้วยอำนาจผกผันทางการเมืองของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่นั้นมา
      เพราะนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จลง นักหนังสือพิมพ์กลับต้องหันมาต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน และการแสดงความคิดเห็น
     การต่อสู้ระหว่างนักหนังสือพิมพ์กับรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ยากจะลงเอยด้วยดีตลอดมา ดูเหมือนว่าผู้นำสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีความใจกว้างและเข้าใจถึงเสรีภาพของหนังสือพิมพ์มากว่าผู้นำในระบอบประชาธิปไตย
     นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบเสรีประชาธิปไตย ถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครองอำนาจ สถานการณ์มีแต่ความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
      หนังสือพิมพ์กลายเป็นเป้าที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงอำนาจของผู้ปกครอง ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์กันเองก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
       ต่อมา การเมืองการปกครองภายใต้การบริหารของคณะปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นับว่าเป็นยุคที่ผู้ปกครองปิดกั้นเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในรูปแบบของเผด็จการทางการเมืองการปกครองและกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ
     การคุกคามเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ยุคนี้ปรากฏในหลายรูปแบบ อาทิ นักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงหรือที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมถูกจับกุมด้วยข้อหาต่างๆ ตั้งแต่ไม่ให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลจนถึงการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ การปิดหนังสือพิมพ์ เช่น กรณีหนังสือพิมพ์ข่าวภาพและเดลิเมล์รายวันถูกสั่งปิด หนังสือพิมพ์อิสระ เขียนด่าจอมพล ส. ว่า “ลิงม้ามแตก” ถูกทุบแท่น
     ระหว่างนั้นยังมีนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายคนด้วยข้อหาที่ไม่ชัดเจน เช่น อิสรา อมันตกุล ทองใบ ทองเปา สนิท เอกชัย เป็นต้น  มีผู้ขนานนามสถานะของหนังสือพิมพ์ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่าเป็นยุคมืดแห่งวงการหนังสือพิมพ์
      หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สถานการณ์ก็ยังคงความเข้มงวดกวดขันกับหนังสือพิมพ์เช่นเดิม
    ภายหลังเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” (14 ตุลาคม พ.ศ. 2516) หนังสือพิมพ์มีโอกาสใช้สิทธิเสรีภาพมากขึ้นเพราะมีบทบาทอย่างสำคัญในการช่วยสนับสนุนอุดมการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาในระหว่างการชุมนุมประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการชุมนุมกันอีกหลายแห่งทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น หนังสือพิมพ์ต่างแสดงออกถึงเสรีภาพที่ได้มาอย่างกระตือรือร้นหลักจากที่ได้รับแรงกดดันมานานหลายปี
      ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็ได้เห็นพัฒนาการของหนังสือพิมพ์เกิดใหม่หลายฉบับในช่วงนี้ หนังสือพิมพ์ประเภทเน้นข่าวสารการเมืองได้อุบัติขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม อาทิ หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติ หนังสือพิมพ์จัตุรัส หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ หนังสือพิมพ์เสียงไทย ฯลฯ
      รวมทั้งวารสารและนิตยสารการเมืองอีกมากมาย ปรากฏว่าในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2516-2520 มีรายชื่อหนังสือพิมพ์ที่ขอจดทะเบียนไว้ถึง 853 ฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน 177 ฉบับ
      การใช้สิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างไร้ขอบเขต ขาดความระมัดระวัง ฮึกเหิม แสดงความคิดทางคอลัมน์ต่างๆ จนเป็นที่เอือมระอาแก่ประชาชน คนอ่าน  ประชาชนเริ่มหันมาเรียกร้องให้หนังสือพิมพ์มีจริยธรรมในการรายงานข่าวมากขึ้น
       แต่หนังสือพิมพ์ก็ไม่สามารถเบิกบานกับเสรีภาพที่ได้นานนักเมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง จากสาเหตุความสับสนวุ่นวายและความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างสุดขั้ว ทำให้พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ถือเป็นเหตุเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
      บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นเงื่อนปมกระทบสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ไทยอย่างรุนแรงเป็นระยะเวลายาวนาน
       ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาตามนโยบายสร้างประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่  ทำให้สัมพันธภาพระหว่างหนังสือพิมพ์กับผู้นำรัฐบาลเป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่น  
        ข่าวการเรียกร้องให้ยกเลิกปร.42 ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แรงสนับสนุนจากหลายฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นพลังผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปแผ่นดินฉบับที่ 42
       ความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับแรงผลักดันทางการเมืองและความร่วมมือด้านวิชาการ ก่อให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนในวงการหนังสือพิมพ์ไทย ได้แก่ พัฒนาการจากหนังสือพิมพ์การเมืองและข่าวชาวบ้านทั่วไปเป็นหนังสือพิมพ์ที่ให้ความสำคัญต่อข่าวสารทางเศรษฐกิจมากขึ้น
       หนังสือพิมพ์ประเภทเศรษฐกิจการเมืองและหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ รวมถึงหนังสือพิมพ์ธุรกิจเกิดขึ้นหลายฉบับในสมัยนี้  หนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จหลายฉบับ อาทิ ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐกิจ กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ ธุรกิจท่องเที่ยว คู่แข่งธุรกิจ ไทยไฟแนนเชียล ส่วนหนังสือพิมพ์ทั่วไปก็เพิ่มหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเงินการธนาคาร เศรษฐกิจการเงิน ฯลฯ กันอย่างทั่วหน้า
      ยุคนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่องค์กรหนังสือพิมพ์เริ่มปรับตนเองจากสื่อเพื่อสาธารณชนในฐานะสื่อกลางของประชาชนเข้าสู่วงจรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจเต็มรูปแบบอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ผันตนเองเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ทำให้การบริหารจัดการธุรกิจหนังสือพิมพ์เริ่มกลายเป็นธุรกิจแสวงหากำไรตามระบบเศรษฐกิจทุนนิยมมากขึ้นทุกที
     จนเริ่มมีการตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องแสดงความไม่แน่ใจถึงอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างเป้าหมายของวิชาชีพที่ยึดถือพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณชนกับการป่นผลกำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดว่าหนังสือพิมพ์ยุคเศรษฐกิจบูมในตลาดหลักทรัพย์จะสามารถรักษาความเป็นประหนึ่งสถาบันสาธารณะไว้ได้ขนาดไหน
     อย่างไรก็ดี   ปริมาณหนังสือพิมพ์ปรากฏบนแผงหนังสือมีมากฉบับขึ้น มีการเพิ่มจำนวนหน้าถึง 32 หน้าขึ้นไป รวมทั้งเพิ่มฉบับแยกส่วน (section) จัดกลุ่มเนื้อหาให้เลือกอ่านง่ายขึ้น
     ทั้งนี้อาจเกิดจากข้อมูลข่าวสารที่ต้องนำเสนอสู่ประชาชนมีปริมาณหลากหลายกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนหน้าสำหรับเนื้อที่โฆษณาสินค้าตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น กล่าวได้ว่า หลังจากยกเลิก ปร.42 ประชาชนไทยมีโอกาสเลือกรับข่าวสารอย่างอิสระกว่าเดิม จึงนับเป็นโอกาสที่หนังสือพิมพ์ไทยต้องพิสูจน์ตนเองเพื่อความอยู่รอดด้วยการยอมรับจากผู้อ่านอย่างถาวรในสภาพเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย
     นอกจากหนังสือพิมพ์ต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขันทางการตลาดแล้ว ยังได้พัฒนาเทคนิคการเสนอข่าวสารให้เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเจาะลึกเนื้อหาด้านต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะการเกาะติดสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ แม้ะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเที่ยงตรงและความเป็นกลางบ้างก็ตาม..

 (เรียบเรียงส่วนหนึ่งจาก “เสรีภาพหนังสือพิมพ์ไทย : มาลี บุญศิริพันธ์)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น